Hamburger Icon
Search Icon
Search Close
สรุปบทความ

สิ่งที่อยากบอกให้คนที่เพิ่งเริ่มแต่งตัว
อย่ากลัวที่จะแต่งตัว ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม คุณแค่ต้องหาสไตล์ที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องแต่งตามใคร และไม่จำเป็นว่าเสื้อผ้าที่ใส่จะต้องราคาแพงถึงจะใส่ออกมาแล้วดูดี แสดงความเป็นของคุณออกมา ให้ทุกคนได้รู้ว่าแฟชั่น “ไม่มีถูก ไม่มีผิด!!” เพียงแค่ต้องกล้าเท่านั้น หวังว่าการแนะนำการเลือกเสื้อของเราทั้ง 2 คน ในครั้งนี้ จะพอช่วยเป็นไอเดียในการแต่งตัวให้ใครหลาย ๆ คนได้ ลองอ่าน ลองดู และนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวของคุณเอง เริ่มจากการหาอะไรที่ Mix&Match ได้ง่าย ๆ จากตู้เสื้อผ้าของตัวเองก่อน มินและพี่นิว ขอให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ สนุกกับการแต่งตัวนะครับ

พาส่อง!! สไตล์และวิธีแต่งตัวสุดเท่ของ 2 หนุ่มแห่ง Kaidee

Content Creator
สรุปบทความ

สิ่งที่อยากบอกให้คนที่เพิ่งเริ่มแต่งตัว
อย่ากลัวที่จะแต่งตัว ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรก็ตาม คุณแค่ต้องหาสไตล์ที่ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องแต่งตามใคร และไม่จำเป็นว่าเสื้อผ้าที่ใส่จะต้องราคาแพงถึงจะใส่ออกมาแล้วดูดี แสดงความเป็นของคุณออกมา ให้ทุกคนได้รู้ว่าแฟชั่น “ไม่มีถูก ไม่มีผิด!!” เพียงแค่ต้องกล้าเท่านั้น หวังว่าการแนะนำการเลือกเสื้อของเราทั้ง 2 คน ในครั้งนี้ จะพอช่วยเป็นไอเดียในการแต่งตัวให้ใครหลาย ๆ คนได้ ลองอ่าน ลองดู และนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวของคุณเอง เริ่มจากการหาอะไรที่ Mix&Match ได้ง่าย ๆ จากตู้เสื้อผ้าของตัวเองก่อน มินและพี่นิว ขอให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ สนุกกับการแต่งตัวนะครับ

ณ บริษัท Kaidee เวลาเริ่มงาน

มินก็ได้รับโจทย์ในการทำ Content แบบงง ๆ จากหัวหน้า

.

หัวหน้า : “ให้มินและพี่นิว ไปเดินดูเสื้อผ้ามือ 2  ที่เป็นสไตล์ของ You ทั้งสองที่ตลาดนัดรถไฟศรีนคริทร์ แต่มีงบแค่คนละ 600 บาทนะ!!” (พี่เค้าน่าจะเห็นความจัดจ้านในการแต่งตัว)

ซึ่งสิ่งแรกที่มินกับพี่นิวทำก็คือ การมองหน้ากัน และก็ตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ได้ครับ!!” (ซึ่งมารู้ทีหลังก็คือพี่นิวและหัวหน้าคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เสียใจ T-T)

และในตอนเย็นของวันนั้นมิน พี่นิว และเพื่อน ๆ ทีมงานก็มุ่งหน้ากันไปอย่างทันทีที่ตลาดนัดรถไฟ แต่ว่าสิ่งแรกที่เป็นปัญหาก่อนเลยก็คือ ไม่รู้จะไปยังไงกันดี จะไปด้วยรถไฟฟ้าหรือแท็กซี่ดี ด้วยความตลาดนั้นก็ไกลในระดับนึง แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจได้ว่า “แท็กซี่” แล้วกัน และพอไปถึงก็ได้รู้ว่าไกลจริง (คิดไม่ออกเลยว่าตอนกลับจะทำยังไงดี??)

คนเยอะอยู่นะเนี่ย!!

เมื่อถึงตลาดรถไฟศรีนครินทร์

แผนที่เผื่อใครจะไปเดินเล่น cr. ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์

ไม่รอช้ามินและพี่นิวก็มุ่งตรงไปโซนที่ขายเสื้อผ้ามือ 2 ที่อยู่บริเวณโกดังที่อยู่ด้านในสุดหากดูจากแผนที่ (โซนตลาดนัด) เมื่อเดินมาถึงโซนนี้คนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไรนัก เดินได้สบาย ๆ แถมมีร้านค้ามือ 2 มากมายให้เลือก แต่ด้วยความที่เรามีงบคนละ 600 บาท บวกกับสไตล์การแต่งตัวของเราที่แตกต่างกัน ตัวมินนั้นชอบการแต่งตัวแนวสตรีท ส่วนตัวพี่นิวนั้นแต่งตัวแนววินเทจ ความลำบากของการไปเสื้อผ้าเหล่านี้คือ “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” เหมือนกับการที่เรางมเข็มในมหาสมุทร แต่อันนี้เป็นงมเสื้อผ้าในราวแทน

แผนที่เดินทางไปตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์

กองสูงเป็นภูเขาเลย~~

เสื้อผ้าแนวสตรีท

สไตล์การแต่งตัวสุดแนว ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คงหนีไม่พ้น “แนวสตรีท” (ไม่ใช่การแต่งตัวเป็นถนนนะ) ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ก็มีให้เห็นอยู่ว่าเค้าแต่งตัวกัน ซึ่งจริง ๆ แนวนี้มันไม่มีอะไรมากอย่างที่คิดเลย มันก็คือการ Mix & Match อะไรก็ได้ที่มีอยู่ในตู้ ไม่จำเป็นต้องแพง (ไม่ใช่อะไร ที่แต่งแบบนี้เพราะไม่ค่อยมีเงิน //ร่ำร้อง ๆ)

เสื้อผ้าแนววินเทจ

การแต่งตัวที่นำเอาแฟชั่นยุคเก่า ๆ กลับมาใส่ใหม่อีกครั้ง ซึ่งต้องมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป หรือถ้าหากเทียบกับเวลาในปัจจุบัน ก็คือนำเสื้อยุค 80 หรือ 90 มาใส่ให้ดูเท่และมีสไตล์ อย่างเช่นเสื้อวง กางเกงสแล็ค กางเกงยีนส์ เป็นต้น

วิธีการเลือกเสื้อผ้าของเราสอง

เราสองคนนั้นมีวิธีการเลือกเสื้อที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แค่เห็นก็รับรู้ได้ในทันทีเพราะว่าแค่ลำดับการเลือกก็แตกต่างกันแต่ก็มีบางส่วนที่คล้าย ๆ กันอยู่ รวมไปถึงสีสันของเสื้อผ้าก็ด้วย วันนี้เดี๋ยวมินและพี่นิวจะมาเล่าถึงวิธีการเลือกว่าจะเริ่มยังไงดี

How to เลือกเสื้อผ้าของมิน

วิธีเลือกซื้อเสื้อผ้าการแต่งตัวของมิน ส่วนใหญ่จะเริ่มเลือกจากเสื้อก่อน เพราะตัวมินเอง (คิดว่า) เสื้อนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะมองหาอะไรก็ตามมา Mix&Match ต่อกับส่วนอื่น ๆ ได้ง่ายกว่า อย่าไปกลัวที่จะแต่งตัว

เลือกเสื้อยังไงดี?

นั่นสิครับ!! เลือกยังไงดี?? ทางที่ง่ายที่สุดเมื่อไปเดินตลาดเสื้อผ้ามือ 2 แบบนี้คือ มองหาอะไรก็ตามที่เป็นสไตล์ที่ชอบก่อน เพื่อที่จะได้กรองอะไรก็ตามที่ไม่ชอบออกไป ซึ่งเสื้อมินจะเลือกดูอยู่ไม่กี่อย่าง คือ

1.สีเสื้อ

เริ่มกันด้วยสีเสื้อก่อนเลย ต้องมองก่อนว่าตัวเองนั้นเหมาะกับสีโทนไหน ร้อนหรือว่าเย็น เทคนิคส่วนตัวของมินเองที่จะทำให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับโทนสีไหนคือ ให้ลองหาเครื่องประดับ 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งสีเงิน ส่วนอีกชิ้นเป็นสีทอง เอามาลองใส่และดูว่าใส่สีไหนแล้วเข้ามากกว่ากัน

  • สีเงิน : ถ้าหากใส่สีเงินแล้วเข้ามากกว่าสีทอง แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนเย็น เช่น สีฟ้า เขียว ม่วง เป็นต้น
  • สีทอง : ถ้าหากใส่สีทองแล้วเข้ามากกว่าสีเงิน แสดงว่าคุณเหมาะกับการใส่เสื้อสีโทนร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง เป็นต้น
  • เข้าทั้งสองสี : เป็นอะไรที่โชคดีมาก เพราะว่าคุณจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอะไรก็ได้

2. ลายเสื้อ

มาต่อกันที่ลายเลยดีกว่า อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่บอกกันได้ยากที่สุด เพราะแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน (ง่าย ๆ คือจริตของแต่ละคน) เลือกกันตามความชอบได้เลย

3. ขนาด

มินมักจะชอบเลือกเสื้อผ้าที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองอยู่เสมอให้มันดูเป็นทรง Over Size เพื่อที่จะใส่ได้สบาย ๆ ไม่อึดอัดเวลาสวมใส่ไปไหนมาไหน ถ้าอยากให้ใส่ได้อย่างสบายแนะนำเลย บวกเพิ่มอีก 1-2 ไซส์จากเดิมที่ใส่อยู่

มาต่อกันเลยที่กางเกง!!

เมื่อได้เสื้อแล้ว กางเกงจะเป็นลำดับถัดไปเสมอที่มินจะเลือก ซึ่งเลือกได้ไม่ยากเลย มี 3 ตัวเลือก คือหากางเกงที่เป็นสีดำ สีที่ตรงกันข้ามกับเสื้อ หรือสีกางเกงที่มีสีอยู่ในเสื้อ เพื่อให้มีลูกเล่นในการแต่งตัวที่มากขึ้น แต่อย่างสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยคือ ทรงของกางเกง ต้องเลือกให้เหมาะกับเสื้อที่เลือกมาเช่นกัน

สุดท้ายคือรองเท้า

รองเท้าที่มินเลือก ก็จะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ เรียบ ๆ (ในใจคืออยากได้ Nike Air Jordan 1 แต่มันเกินงบไปไกลเกิน) ท้ายที่สุดเลยไปจบกับรองเท้าสีขาว ไม่ก็สีดำ เพื่อให้เข้าได้กับทุกสีนั่นเอง

How to เลือกของพี่นิว

มาต่อกันที่การเลือกเสื้อผ้าในแบบสไตล์ของพี่นิวกันเลย สิ่งหนึ่งเลยที่เหมือนกับมิน คือพี่นิวนั้นเริ่มเลือกดูเสื้อผ้ามือ 2 จากเสื้อก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ไปเลือกส่วนอื่นต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการ Match และเป็นสไตล์ของพี่นิวมากที่สุด

เสื้อแบบไหนกันที่ต้องการ?

ด้วยความที่พี่นิวนั้นชอบใส่เสื้อให้มีหลาย ๆ เลเยอร์ในการแต่งตัวหนึ่งครั้ง ทำให้ส่วนในการเลือกเสื้อของพี่นิวนั้นมีทั้งแจ็คเก็ตและเสื้อข้างในที่ต้องเลือกเพื่อให้สามารถใส่ด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุด

1. เสื้อแจ็คเก็ต

มาดูที่เสื้อแจ็คเก็ตก่อนเลย พี่นิวจะเลือกเป็นเสื้อผ้าร่มทรง Sport ที่ความรู้สึกวินเทจนิด ๆ สตรีทหน่อย ๆ ซึ่งสีส่วนมากจะเป็นสีดำ ที่ตัดกับสีที่สดแสบตา (แสบตาจริง รอดูได้เลย > <) แต่ขนาดของเสื้อต้องพอดีตัว ไม่เล็กไป ไม่ใหญ่ไป

2. เสื้อยืดข้างใน

ในส่วนนี้พี่นิวจะเลือกให้ไม่เยอะเท่าไหร่นัก ลายเรียบ ๆ ที่มีสีพื้นเป็น ขาว ดำ หรือไม่ก็เทา ที่เข้าได้กับทุกสี แต่ขนาดที่เลือกนั้นจะเป็น Over Size ที่คอกว้าง ๆ เพื่อให้ใส่ได้สบายในสภาพอากาศของประเทศไทย

กางเกงแบบไหนกันที่มัดใจพี่นิว

กางเกงที่โดนใจพี่นิวจะเป็นกางเกงทรงสแล็คที่ขากว้าง ๆ กางเกงทรงลุงสไตล์ญี่ปุ่น เต่อเล็กน้อย  (หรือว่าจริง ๆ แล้วพี่เค้าเป็นลุงแล้ว?? หยอก ๆ) เพื่อให่ได้โชว์ถุงเท้าที่สามารถเล่นสีไปได้อีกระดับ ซึ่งจะเลืกโทนสีเข้มอย่าง สีดำ กรม และเขียวเข้ม

มาจบกันที่รองเท้า

เลือกจากทรงของรองเท้าล้วน ๆ ไม่ว่าจะทรงที่เป็นแนว Daddy Shoes ที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ (ทรงรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่ารองเท้าทั่วไป) หรือไม่ก็เป็นรองเท้ากีฬาไปเลย ที่ไม่ได้ดูใหม่มากนัก ยังคงเอาไว้ถึงความ Vintage

สัมภาษณ์พ่อค้า

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของทั้งตัวมินและพี่นิวเองนั้น ก็เลยผุดไอเดียที่อยากจะลองถามพ่อค้าตามร้านต่าง ๆ ซึ่งก็สัมภาษณ์มาได้เยอะมากกก!! (แค่ 2 คนเท่านั้น) นั่นแหละครับ มันก็ยังดีกว่าไม่ได้มาเลยสักคนเดียว มาเริ่มกันเลยที่พี่คนแรกกันเลยดีกว่า

พี่เต้ แห่งร้าน Thaigunyarn

ราคาเสื้อวินเทจมันคือ ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

พี่เต้

ด้วยความที่เห็นจากการแต่งตัวของพี่เต้ จึงเข้าไปถามถึงสไตล์การแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งสไตล์ที่พี่เต้แต่งบ่อยมีอยู่ด้วยกันถึง 3 แนวด้วยกัน (โคตรคูล!!) แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแนววินเทจทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ แนววินเทจของ 3 ประเทศ นั่นก็คือ

Japan Vintage

ความวินเทจของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ยาก ดูจากรูปของพี่เต้ได้เลย นี่แหละคือญี่ปุ่น เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ชาติไหนก็ไม่เหมือน คือการใส่เสื้อเชิ๊ตกับกางเกงสแล็คหรือยีนส์ที่เป็นทรงกระบอก ไม่ก็เป็นทรงบอลลูน อาจจะใส่หมวกหรือใส่เครื่องประดับแบบมินิมอลที่ไม่ทำให้ลุคนี้ดูเยอะจนเกินไป

USA Vintage

ความวินเทจของอเมริกานั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแต่งตัวแบบ Workwear ถ้าเรียกให้ง่าย ๆ เลยก็คือ ชุดช่าง (ช่างแอร์ในตำนานรึเปล่า?? ฮ่า ๆ) ซึ่งสไตล์นี้มีความเท่ แถมได้ฟังก์ชันการใช้งานของเสื้อผ้าอีกด้วย

England Vintage

ด้วยความที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีความเนียบและหรูหราสูง ความวินเทจของประเทศนี้ก็จะดูมีความเป็น “คุณหญิง คุณชาย” สูง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเสื้อเชิ๊ตและกางเกงสแล็ค

ร้านของพี่เต้

แนว ๆ เก๋ ๆ ทั้งนั้น

ถึงตาที่จะให้พี่เต้เล่าถึงร้านตัวเองกันบ้างแล้ว ร้าน Thaigunyarn เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นแนววินเทจเกือบทั้งหมด และขายของตามแนวการแต่งตัวที่พี่เต้ชอบ ซึ่งในร้านส่วนใหญ่นั้นจะเป็น สินค้าแบบ Dead Stock เกือบทั้งหมด ทำให้มีความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร แต่คงไว้ซึ่งความเท่และวินเทจอย่างเต็มเปี่ยม ร้านจะตั้งอยู่ที่โกดัง 8 อยู่ติดกับร้าน TATTOO

Dead Stock คือ เสื้อผ้าเก่าที่เก็บเอาไว้เป็นเวลานาน และยังไม่เคยนำออกมาใส่

เสื้อที่พี่เต้ภูมิใจนำเสนอ

เอาเรื่อง!! เสื้อ Michael Owen ก็มา

ซึ่งเสื้อ Michael Owen ตัวนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อตัวนี้ไม่ใช้เสื้อที่ทาง Official นั้นทำออกมาวางขาย แต่เป็น Bootleg ที่เหล่าแฟนคลับนั้นทำออกมากันเอง ขายกันเอง และใส่กันเอง แถมไม่มีลิขสิทธิ์อีกด้วย แต่เป็นเสื้อที่อยู่ในช่วงยุค 80 หรือ 90 ทำให้มีความแรร์มาก ๆ บวกกับราคาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ราคาเสื้อ Michael Owen อยู่ที่ : 8,500 บาท

พี่ม้ง แห่งร้าน Siam OLD SCHOOL

ทุกตัวคือ Limited

พี่ม้ง

มาถึงคนสุดท้ายกันแล้วด้วยความที่มินเห็นว่าพี่เค้ามีความชิล ๆ และดูเป็นกันเอง รวมไปถึงการแต่งตัวที่ดูเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งแน่นอนคำถามแรกที่ถามเลยก็คือสไตล์การแต่งตัว พี่ม้งก็ได้ตอบมาว่า “แต่งตัวมันเปลี่ยนไปแล้วแต่วัน แต่ต้องเป็นของเก่าและวินเทจ” (น้ำเสียงพี่เขาเท่จัด ๆ) เพราะสำหรับพี่ม้ง ทุกตัวมีความหมาย หาได้ยาก และมันมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มันประเมินค่าได้ยากจริง ๆ

ร้านของพี่ม้ง

จัดร้านได้คูลมาก

ในร้าน Siam OLD SCHOOL นั้นมีของเยอะมากมายทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมไปถึงของกุ๊กกิ๊กน่ารัก ๆ ซึ่งพี่ม้งนั้นไม่ได้จำกัดเลยว่าเค้าจะขายของแนวแนวไหน เพราะพี่เค้าขายทุกแนว ตามความชอบของตัวพี่ม้งเอง ชอบอะไรก็หยิบเอาอันนั้นแหละมาขาย ทำให้ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านที่เข้ามาแล้วซื้อจบได้ในร้านเดียว ไม่ต้องไปร้านอื่นต่อ

เสื้อราคาเดือดที่สุดในร้าน

พี่นิวเลยขอเอาลงมาถ่ายสักหน่อย

เสื้อวงสุดเท่จากวง PENTERA ลายที่ทำออกมาให้กับเพลงสุดฮิตอย่าง Cowboy from hell อีกทั้งยังเป็นเสื้อแบบ Over Print คือการที่สกรีนลายเสื้อให้เลยมาจนถึงที่แขนเสื้อ เพราะส่วนใหญ่ของการสกรีนเสื้อมักจะสกรีนแค่บริเวณหน้าเสื้อเท่านั้น และด้วยความที่เสื้อตัวนี้เป็นแบบ NOSWT (New old stock with tag) ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เสื้อวินเทจที่ยังไม่เคยใส่และยังมีป้ายห้อยอยู่ ทำให้ตัวนี้มีความพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ

ราคาเสื้อ PENTERA Over Print ราคา : 35,000 บาท

FINAL LOOK!!

และนี่คือเสื้อที่ได้มาจากตลาดรถไฟศรีนครินทร์ในงบเพียง 600 บาท ของพวกเรา!! ซึ่งเราทั้งคู่ก็ให้โจทย์กันและกันว่าจะสลับสไตล์กัน มินใส่วินเทจ พี่นิวใสสตรีท จะเป็นยังไง ไปดูกัน!!

สไตล์ปกติที่เราทั้งคู่แต่งกัน

ปกติการแต่งตัวของเราทั้งคู่ก็ไม่ได้ราคาแพงเท่าไรอยู่แล้ว เดี๋ยวเราทั้งคู่จะมายกตัวอย่างคร่าว ๆ ของสไตล์ทั้งคู่ว่าจะเป็นยังไง และราคาเท่าไหร่บ้าง ไปดูกันเลย!!

หากใครที่ลำบากในการที่จะเดินทางมาเลือกดูสินค้ามือ 2 ที่ตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์แล้วล่ะก็ ที่ Kaidee มีสินค้าสองหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์ที่คูล จนไม่ต้องออกจากบ้านไปซื้อเสื้อผ้าที่ไหนเลย