1 วันในมอเตอร์เอ็กซ์โป กับผม ที่ไม่รู้อะไรเรื่องรถเลย

Content Creator

“James, you are going to the Motor Expo this year” (เจมส์ นายไปมอเตอร์เอ็กซ์โปปีนี้นะ)

“ Am I?” (ผมอะนะ)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อเจมส์ครับ เป็นนักเขียนบทความน้องใหม่ในขายดี

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับข้อเสนอแกมบังคับ ดุจบัญชาจากสวรรค์ที่มาในนามของหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟ เรียกสั้นๆ ว่าบอส เขาอยากให้ผมไปเยื้องย่างเหยียบมหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดประจำปีของประเทศไทยอย่าง Thailand International Motor Expo 2020 ซึ่งครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 37 แล้วครับ

ความรู้สึกของผมก่อนไปงาน

Motor Expo 2020
กระผมตอนก่อนเข้างาน Motor Expo 2020

ทุกอย่างจะเรียบร้อยดีครับ ถ้าหากผมรู้ว่า ผมจะเขียนอะไร หรือหากเป็นคนสนใจด้านยนตรกรรมอยู่แล้ว ก็คงหาเรื่องเขียนได้ไม่ยากเย็น

ประเด็นคือ ตามชื่อบทความเลยครับ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรถเลย ไม่สิ รู้แค่เฉพาะที่ควรรู้ (เพราะอย่างน้อยก็มีใบขับขี่) แต่ครั้นจะให้มาเขียนรายละเอียดของแบรนด์ต่างๆ ภายในงาน จะไปทำได้อย่างไร นึกออกไหมครับ เพราะรถสำหรับผม ก็คือยานพาหนะบนบกประเภทหนึ่ง ที่ในไทยมีมากเสียจนคนบางคนต้องเอาไปจอดบนฟุตบาท (ครับ ไม่ดีเลยครับ)

ผมเลยเอาความกังวลนี้ไปปรึกษากับบอสอีกทีหนึ่ง ซึ่งบอสเองก็บอกกับผมว่า ก็เขียนแบบคนไม่รู้อะไรเรื่องรถเลยสิ ยูเห็นอะไรตื่นตาตื่นใจ และอยากจะเอามาเขียนให้รีดเดอร์ (ผู้อ่าน) รู้ก็เอาเลย

นั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ ผมจะเขียนประสบการณ์ส่วนตัวของผมในการไปงาน Thailand International Motor Expo 2020 ด้วยความซื่อสัตย์ทุกประการ และก่อนที่เราจะเข้าสู่บทความ หากคุณผู้อ่านต้องการรายละเอียดเชิงลึกของรถตัวแรง หรือรถซื้อแกงที่ท่านหมายตาไว้ ผมอาจต้องผายมือให้ไปอ่านบทความของพี่ๆ Kaidee คนอื่น

แต่หากคุณผู้อ่านอยากได้มุมมองสดใหม่ มุมมองแปลกๆ ของคนที่ไม่เคยไปเหยียบมหกรรมประเภทนี้มาก่อน ลองอ่านต่อไปดูครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผมจะมีอะไรเล็กน้อยมามอบให้กับคุณผู้อ่านอย่างแน่นอน หรือคุณอาจจะได้เห็นความอ่อนประสบการณ์ด้านรถของผมมากขึ้นก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ผมก็รู้สึกสนุกอยู่ดีครับ

พร้อมหรือยังครับ รัดเข็มขัดแล้วเหยียบคันเร่ง ตามผมเข้างานมาเลยครับ

ผมเดินทางไปอย่างไร

ด้วยบัญชาจากสวรรค์เหมือนที่ผมได้บอกไป ผมจึงเลือกใช้วิธีการเดินทางที่สะดวกกับทีม (ผมไปกับทีม Kaidee แต่แยกกันเดินครับ) แต่อาจไม่สะดวกกับเงินบริษัทเท่าไร คือแท็กซี่นั่งตรงจากบริษัทมาถึงอิมแพค อารีนา เมืองทองธานี

แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมเดินไปถามเจ้าหน้าที่มาให้แล้ว ว่าถ้านำรถมา จะนำไปจอดที่ไหนได้บ้าง คำตอบคือที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี มีที่จอดรถทั้งบริเวณลานจอดกลางแจ้ง (P4 และ P5) และที่บริเวณลานจอด Lakeside แต่ถ้ากลัวรถเหงื่อออกก็เอาไปจอดที่จอดรถในร่มได้นะครับ (P P1 P2 และ P3) แต่จะมีค่าบริการคือ 3 ชั่วโมงแรก 40 บาทและชั่วโมงต่อๆ มา 20 บาทครับ ก็เลือกกันได้ตามอัธยาศัยเลย

แผนผังที่จอดรถภายใน Impact Arena
ขอขอบคุณรูปจาก Thailand International Motor Expo

มีคำถามจากทางบ้านครับ ว่าถ้าอยากไปงานแบบไม่ใช้รถส่วนตัว จะไปยังไงได้บ้าง คำตอบคือมีเยอะมากครับ เพราะงานนี้มีการจัดรถรับส่ง เข้าออกงานตลอดเวลาตามสถานีรถไฟฟ้า ทั้งบีทีเอส และเอ็มอาร์ที ใครสะดวกจุดไหนก็ไปจุดนั้นได้เลยครับ

  • หมอชิต – จะมีรถจอดรอบริเวณบีทีเอสสถานีหมอชิต ทางออกที่ 2 และเอ็มอาร์ทีสถานีจตุจักร ทางออกที่ 4 ครับ
  • อ่อนนุช – รถจะจอดรถบริเวณหน้าลานจอดรถของเทสโก้ โลตัสเลยครับ ไปขึ้นกันได้ตรงนั้นเลย
  • สีลม – รถจอดรอบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ ซึ่งหากคุณมาจากบีทีเอสสถานีศาลาแดง ให้เดินตรงมาบนสกายวอล์คทางออกที่ 5 หรือถ้ามาจากเอ็มอาร์ทีสถานีสีลม ก็ดิ่งออกที่ทางออก 1 ได้เลยครับ
  • รังสิต – รถจะจอดรอบริเวณลานจอดรถตู้ของฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตครับ เตือนไว้ก่อนนะครับ บริเวณนั้นจะเหมือนโชว์รูมรถตู้ เพราะมีเป็นร้อยๆ คันในที่เดียว อย่าขึ้นผิดคันนะครับ

รถทั้ง 4 เส้นทางที่บอกมาจะเริ่มเข้างานรอบแรกตอน 11.00 และหมดรอบสุดท้ายตอน 20.30 ส่วนใครจะออกจากงาน รถรอบแรกจะเริ่มตอน 12.00 และออกจากอิมแพค อารีนารอบสุดท้ายตอน 22.30 ครับ ถ้าเจ้าของงานจะจัดให้สะดวกสบายขนาดนี้ ก็ต้องมาแล้วนะครับทุกคน

แล้วผมเข้างานอย่างไรล่ะ

เพราะผมได้รับการมอบหมายมาจากบอสของผม ผมเลยได้เข้างานในฐานะสื่อครับ แต่กระนั้น ผมก็ไม่ลืมที่จะถามรายละเอียดการเข้างานมาฝากทุกคน โดยก่อนที่ทุกคนจะเดินเข้างานได้ ทุกคนต้องซื้อตั๋วเข้างานก่อนครับ ราคา 100 บาทถ้วน หรือเลือกดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Motor Expo ทั้งจาก Google Play Store และ App Store เพื่อรับสิทธิ์เข้าชมงานฟรีทันที ใครจะเลือกใช้ช่องทางไหนก็สุดแท้แต่ความต้องการ

ไอเทมต้องห้าม (พลาด) ในงานครั้งนี้ของผม

สูจิบัตร ไกด์เข้างาน หนังสือเข้างาน Motor Expo 2020
สูจิบัตรงาน ไอเทมช่วยในการเดินทางครั้งนี้ของผม

พูดตรงๆ ตอนไปถึงหน้างาน ผมก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดีครับ งานดูยิ่งใหญ่มาก ไม่รู้จะเริ่มเดินตรงไหนก่อนดีเลย ถ้าให้คนที่รู้เรื่องรถยนต์หรือเชี่ยวชาญมาเดินในงานก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมดันไม่ค่อยรู้อะไรเลยนี่สิ

โชคดีที่ผมได้รับแจกสิ่งนี้ในงานครับ สูจิบัตรประจำงานครั้งนี้นั่นเอง เพราะสำหรับผมแล้ว ไอเทมชิ้นนี้มีประโยชน์พอๆ กับหยดน้ำในทะเลทรายเลยครับ ผมจึงรีบเปิดดูรายละเอียด ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง และอยู่ตรงไหนของงาน ซึ่งอะไรที่ไม่เกี่ยวกับรถตรงๆ จะเตะตาผมเป็นพิเศษ

โอเคครับ ณ วินาทีนี้ ผมตั้งใจจะเดินไปที่บูธจัดแสดงเรือก่อนเลยครับ ใช่ครับ คำว่าเรือเตะตาผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดไปเจอแล้วครับ

เรือในงานรถเป็นอย่างไร

Motor Expo 2020 เรือในงานรถ
แต่ละลำ เท่เหลือเกินครับ

คือแค่มีเรือในงานรถ ผมก็รู้สึกสนใจมากพอแล้วนะครับ แต่ผมเดินไปที่บูธของ JoinBoat Platform ซึ่งตั้งอยู่ที่บูธ A11 ผมก็ยิ่งชอบไปใหญ่เลย บูธเขาจัดแสดงเรือแทบจะทุกประเภท แต่ละแบบมีความสวยงามและเท่ไม่แพ้กันเลย เสียดายที่เขาไม่มีให้ “Test Drive” เรือในงานเนอะครับ แหะๆ ใครสนใจเรือสักลำไปแล่นในทะเล ก็ลองเดินเข้ามาดูรายละเอียดที่บูธนี้ได้เลยนะครับ ย้ำอีกที บูธ A11 ที่ชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ครับ

ผมลองถ่ายรูปมาให้ชมกันด้วย อ้อ ผมลืมบอกไปว่าทุกรูปในบทความนี้ ผมถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือของผมเองนะครับ ซึ่งหลายท่านก็น่าจะเห็นแล้วว่าฝีมือการถ่ายภาพของผม ก็พอๆ กับความรู้เรื่องยนตรกรรมที่ผมมีนี่แหละครับ

อยากได้สักลำมาแล่นในสระหลังบ้าน

เป้าหมายของผมคือมอเตอร์โบ๊ทครับ ล้อเล่น มางานรถขนาดนี้ ถ้าย่อหน้าต่อไปไม่เข้าเรื่องรถ ผู้อ่านคงได้ด่าผมตายแน่ ถ้าอย่างนั้น เราไปบูธรถดีกว่าครับ ผมเล็งไว้แล้ว

พาไปดูรถที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในงาน

รถสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็มีจัดแสดงในงาน

ผมพามาอยู่ที่บูธรถแล้วครับ แต่อาจจะไม่ใช่รถที่หลายๆ คนคาดคิดไว้ ผมเองก็เพิ่งรู้ก่อนมางานไม่กี่วันเหมือนกันครับ ว่ามีการจัดแสดงรถเก่าแก่ในงานโดยสมาคมคนรักรถโบราณแห่งประเทศไทย ซึ่งผมเดาว่า น่าจะเป็นของสะสมของบรรดาคนรักรถนั่นเอง

มีรถเก่าหลายรุ่นมากครับที่ได้มาจัดแสดงภายในงาน สิ่งที่น่าทึ่งคือ มีรถตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเลยทีเดียวครับ

ตอนที่ผมเดินเข้าไป ไม่มีใครเลย ผมจึงเดินดูไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ผ่านรถหลายคันของแต่ละยุคแต่ละสมัย เพลิดเพลินมากครับ อ่านประวัติคร่าวๆ ของรถแต่ละคัน และก็อุทานอยู่ในใจว่า ขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย รถแต่ละคันล้วนอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของกาลเวลามาแล้วทั้งสิ้นครับ ผมมองรถเหล่านี้ได้ไม่มีเบื่อเลย

ก่อนจะไปบูธรถอื่นๆ ผมจะทิ้งท้ายด้วยรูปรถสุดโบราณคันนี้แล้วกันครับ ดูแล้วอยากจะย้อนกลับไปอยู่ในยุคสมัยที่รถยังเป็นแบบนี้อยู่

ต่อจากนั้นผมก็เดินดูไปเรื่อย

รถพลังงานไฟฟ้า อีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงในประเทศไทย

ผมใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการเดินเตร็ดเตร่ไปตามทางภายในงาน ผ่านบูธรถมากมายหลายแบรนด์ ตั้งแต่อีกฝั่งของชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ไปถึง 3 เลยทีเดียว

สิ่งหนึ่งที่แม้แต่คนไม่รู้เรื่องรถอย่างผมยังสังเกตเห็นได้คือ เทรนด์การรักษ์โลกที่มาพร้อมกับยนตรกรรมในปีนี้ครับ ผมเคยเห็นเทรนด์เหล่านี้เยอะมากในข่าวต่างประเทศ ก็แอบคิดในใจว่า คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเดินทางมาถึงไทย แต่ก็ไม่คาดคิดครับ ว่าจะมาเร็วขนาดนี้

แทบทุกบูธที่ผมไปจะมีรถรุ่นชูโรงด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Cars อย่างน้อย 1 รุ่นเสมอทั้ง MG Motorsport,  Mercedes-Benz หรือ Mini-Cooper ก็ต้องเรียกว่าเทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้เชื้อเพลิงอย่างน้ำมัน เริ่มเดินทางเข้ามาสู่ประเทศของเราแล้วครับ ก็แอบดีใจแทนผู้ใช้รถ (ในอนาคต) ทุกคนที่จะมีทั้งทางเลือกที่เป็นมิตรกับโลก และก็ประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้นด้วย

เดี๋ยวผมจะยัดรูปให้ดูแบบเยอะๆ เลยครับ เพราะเดินไปดูทุกบูธก็จะต้องเห็นแท่นชาร์จลักษณะคล้ายกันนี้แทบทุกบูธเหมือนกัน

แต่ละคัน สวยๆ ทั้งนั้นเลย

บริษัทรับติดตั้งที่ชาร์จที่บ้านก็มากับเขาด้วย

คือก่อนจะเล่าเรื่องนี้ อยากติดหมายเหตุตัวโตๆ ว่าไม่ได้โฆษณาให้แบรนด์เขานะครับ ผมเดินไปเจอมา และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาทางเลือกเเจ่มๆ ระยะยาวกับพลังงานทางเลือกที่ผมพูดไป

ที่ชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขนาดที่ดูสะดวกสบายมากๆ

ผมเดินมาถึงบูธของ EGAT+Wallbox Thailand ครับ ผมเห็นหน้าตาของเครื่องที่เหมือนกับสเตอริโอพกพาแล้ว เกิดอาการสงสัยว่า มันเอาไว้ใช้ทำอะไรกันนะ ผมเลยเดินเข้าไปถามพี่ๆ ได้ความว่า Wallbox คืออุปกรณ์ชาร์จไฟรถยนต์ที่บ้านครับ ซึ่งความพิเศษของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ การสั่งการทำงานทั้งหมดผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ว้าวมาก เพราะว่าตัวเครื่องมีระบบ Bluetooth และ WIFI (ในรุ่น Plus) ช่วยเชื่อมต่อการทำงานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ผมก็ถามต่อว่า แล้วเราจะดูอะไรจากแอปได้บ้างครับ ก็ได้คำตอบว่า ดูได้ทุกอย่างเลยครับน้อง จะเป็นเวลาที่ชาร์จไป เวลาชาร์จที่เหลือ สถิติการชาร์จ ค่าไฟที่ใช้ในแต่ละครั้ง หรือจะตั้งค่าให้เฉพาะคนที่ต้องการให้ใช้ก็ได้นะครับ กันคนข้างบ้านขับรถมาจอดชาร์จตอนที่เราไม่อยู่บ้าน (จะมีเรอะ!)

สุดท้ายครับ หลายคนน่าจะอยากรู้ที่สุดคือราคา เนื่องจาก Wallbox มีหลายรุ่นให้เลือก ทั้งแบบมีจอ ไม่มีจอ มี WIFI หรือมี Bluetooth จึงมาพร้อมกันหลายราคาเช่นกันครับ แต่ราคาเริ่มต้นที่รวมค่าติดนั่นต่อนี่ เดินสายไปมา และค่าอุปกรณ์ของเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยพนักงานการไฟฟ้า กฝผ. เองด้วยนะครับ เริ่มที่ 43,000 บาทเท่านั้น ถูกมากสำหรับการลงทุนในระยะยาว ก็ใครสนใจ สามารถเดินเข้ามาดูได้นะครับ ขอบคุณพี่ๆ Wallbox Thailand ที่คอยให้คำแนะนำด้วยครับ

แอปที่ช่วยลากคุณกลับบ้านตอนเมา

ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาเกือบๆ ทุ่มแล้วครับ ผมและทีมงานที่มาตั้งแต่ 10 โมงเช้าก็เริ่มเหนื่อยกันแล้ว ในใจอยากมีใครสักคนไปส่งบ้านในตอนนั้นมาก

และผมก็เดินมาเจอกับแอปที่น่าสนใจสุดๆ ตัวนี้ครับ “U Drink, I Drive” ด้วยความสงสัยระดับเจ้าหนูจำไม ผมจึงไม่รอช้า เดินเข้าไปบอกว่า ขอดื่มด้วย เอ้ย ไม่ใช่ ขอรายละเอียดหน่อยครับ

ภายในตัวบูธของ U Drink, I Drive

ในเวลาที่เราอาจออกไปสังสรรค์ตอนกลางคืน พอรู้ตัวอีกที ร่างกายก็อยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงซะแล้ว จะให้กลับบ้านสภาพนั้น ก็ไม่พ้นด่านหรืออุบัติเหตุอีก U Drink, I Drive จะเข้ามาช่วยเราตรงนี้เองครับ เราสามารถเรียกพี่ๆ คนขับรถให้มาขับรถของเรา เพื่อพาเรากลับบ้าน โดยมีค่าบริการเริ่มต้นที่ 500 บาทครับ (5 กิโลเมตรแรก)

ตัวแอปยังมีบริการคนขับรถในเวลากลางวันและแบบเหมารายวัน หรือรายเดือนอีกด้วยนะครับ ค่าบริการก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดเลย หากเทียบกับบริการระดับ 5 ดาวที่ได้รับ ใครสนใจก็ลองดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน U Drink, I Drive มาใช้บริการกันได้ครับ หมายเหตุอีกรอบว่า ไม่ได้จะโฆษณาให้เขานะครับ แต่คิดว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ดี เลยอยากเอามาประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งครับ (แต่ถ้าทาง U Drink, I Drive อยากจะให้ค่าโฆษณากับผม ผมก็ไม่เกี่ยงเลยนะครับ)

ทำอะไรดีระหว่างรอกลับบ้าน

เล่นเกมรอทีม Kaidee กับพี่เต้ย

ผมเดินดูทั่วงานแล้วครับ ณ เวลานี้ (ประมาณทุ่มกว่าๆ) ผมกำลังรอกลับบ้าน พร้อมกับทีมงาน Kaidee คนอื่นๆ แต่พวกเขาก็ไม่มีทีท่าจะโผล่มา ไม่รู้จะทำอย่างไรดีครับ ผมจึงชวนพี่เต้ยเดินไปที่บูธ F03 ชาลเลนเจอร์ 3 ครับ

ใช่ครับ ที่นี่คือบูธ F1 in Schools ที่เข้ามาในบริเวณบูธแล้ว คุณจะเห็นจอและพวงมาลัย F1 เรียงติดกันเป็นสิบ และเครื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้ตั้งโชว์เฉยๆ นะครับ คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์การเป็นนักแข่งรถ F1 ได้ด้วยการขึ้นไปทดลองนั่งขับดูครับ ซึ่งจากการไปลองขับดูแล้ว ก็ต้องบอกว่าสมจริงสุดๆ ไปเลย ทั้งท่านั่ง พวงมาลัยและอาการปวดหลังจากการนั่งอย่างนั้น (ล้อเล่น) ใครสนใจก็ไปลองขับกันได้นะครับ เล่นฟรี จะนั่งทั้งวัน พวกพี่เขาก็ไม่ว่านะครับ (มั้ง)

ภายในบูธ F1 in Schools

ประชาสัมพันธ์ให้อีกนิดว่า บูธนี้จะมีการจัดแข่งงาน Esports  ของเกม F1 2019 ด้วยนะครับ น่าสนุก ใครผ่านมาก็แวะมาชมได้

เจมส์อวอร์ดประจำงาน Thailand International Motor Expo 2020

อุตส่าห์เดินไปหาทีมกราฟิกให้ช่วยออกแบบโลโก้นี้ให้เลยนะ

อย่าพึ่งงุนงงไปครับ เนื่องจากผมใช้เวลาทั้งวันในการเดินดูงาน ผมรู้สึกว่า ผมควรสถาปนาตัวเองเป็นผู้มอบรางวัลให้กับสิ่งที่ผมเห็นภายในงาน (เหรอ) ซึ่งผมเป็นคนคิดหัวข้อเองทั้งสิ้น จะปัญญาอ่อน เอ่อ จะแปลกแหวกแนวขนาดไหน ไปชมกันครับ

รางวัลสวยนะ แต่ไม่ใช่รถ

รางวัลแรกขอเปิดมาด้วยอะไรที่มันแสนจะเกี่ยวกับมหกรรมรถยนต์หน่อยนะครับ นั่นคือรางวัลที่จะมอบให้กับของสวยงาม แต่บังเอิญว่าไม่ใช่รถภายในงาน ซึ่งรางวัลแรกนี้ตกเป็นของจักรยานคันนี้จากบูธคาวาซากิครับ สีของตัวจักรยานมีเสน่ห์มาก น่าเอาไปปั่นรอบเมืองหรือตามสถานที่ท่องเที่ยว ว่าแล้วก็รับรางวัลไปเลยครับ

หลุดโฟกัส ผมขออภัย

รางวัลสีรถแม่ไม่ปลื้ม

เคยคิดกันไหมครับ ว่ารถสีอะไรที่ถ้าเราถอยเข้าบ้านวันแรกเมื่อไร แม่คุณจะเดินมาถามว่า ลูกซื้อรถสีอะไรมาเนี่ย คำตอบก็คงแตกต่างกันออกไปนะครับ แต่สำหรับผม ต้องเป็นสีม่วงของ Aston Martin Vantage คันนี้เลยครับ แม่ผมไม่น่าจะปลื้มเท่าไร แต่ผมชอบนะครับ สีสวยกระแทกตามากๆ

สีเจ็บจี๊ดกระแทกตามารดาแน่นอน

รางวัลมอเตอร์ไซค์ที่อยากให้ไอ้มดแดงซื้อไปขี่

(คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้อาจเปิดเผยอายุของทั้งผู้อ่านและผู้เขียน) หลายคนคงเคยดูมาสค์ไรเดอร์รุ่นบุกเบิกอย่าง ไอ้มดแดงทั้ง 10 คน และแต่ละคนจะมาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจสุดเท่ที่แฝงเสน่ห์ของแต่ละคนไว้ด้วย ทีนี้ ถ้าเกิดมอเตอร์ไซค์ของไอ้มดแดงสักคนเสีย ผมอยากให้เขาเอาคันนี้ไปขี่แทนครับ Harley-Davidson Road Glide 2020 ครับ และถ้าจะให้ดี คนขี่ต้องเป็นไอ้มดเขียว V3 ด้วยครับ

เท่ซะขนาดนี้ จะไม่ขี่ได้ไง

รางวัลรถเสือหมอบ

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมควรมอบรางวัลนี้ ให้กับรถคันนี้ เนื่องมาจากผมเดินมาสะดุดตากับรถคันนี้ที่จัดแสดงอยู่ในบูธรถแต่ง คือ Porsche Boxster 987 คันนี้ ผมเลยคิดในใจว่า ทำไมเหมือนเสือที่กำลังหมอบอยู่จังเลยนะ ก็แค่อยากจะมอบรางวัลให้เฉยๆ และก็ถือว่าได้กวนบาทาผู้อ่านเล่นๆ ด้วยครับ แหะๆ

ทั้งสี ทั้งรูปร่าง เหมือนซะขนาดนี้

รางวัล เฮ้ย ทำไมมันยังไม่แมส

ถัดจากบูธรางวัลเสือหมอบที่ผมพึ่งมอบไป ผมเดินมาถึงบูธมอเตอร์ไซค์แต่ง และผมก็ผงะกับคอนเซปต์การแต่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ ภายใต้คอนเซปต์ Fireman หรือนักดับเพลิง เจ๋งมากเลยครับ ผมไม่แน่ใจว่าคอนเซปต์ใช้งานได้จริงไหม แต่ถ้ามีใช้กันอย่างแพร่หลาย การเข้าไปกู้ภัยหรือช่วยเหลือน่าจะทำได้ง่ายมากขึ้นนะครับ เห็นแล้วก็ได้คิดว่า ทำไมมันยังไม่แมสกันนะ

แค่ต่อกับหัวจ่ายน้ำ ก็ลุยได้เลย น่าสนใจจริงๆ นะ

รางวัลมอเตอร์ไซค์ที่พี่วินคู่ควร

ผมเคยคิดภาพของพี่ๆ วินขับมอเตอร์ไซค์รูปแบบเดียวกันหมด (เหมือนแท็กซี่) มันคงจะเท่ไม่เบาเลยนะครับ งาน Motor Expo 2020 จึงกลายเป็นที่ๆ ดี ที่ผมจะหามอเตอร์ไซค์ที่ผมอยากเห็น และจอเรตินาของดวงตาผมก็ไปหยุดอยู่ที่ Vespa S125 คันนี้ครับ สวยน่ารัก ไม่ดุเกินไป แต่มีสไตล์ที่ลงตัว เอามาขับให้เกลื่อนเมืองก็ดูเป็นเอกลักษณ์ไม่น้อย ว่าไหมครับ

รางวัลขวัญใจวัยเด็ก

ขอต่อกันที่มอเตอร์ไซค์อีกแค่รางวัลเดียวครับ เป็นรางวัลที่ทำให้ผมนึกถึงวัยเด็กของตัวเอง และของใครอีกหลายๆ คนแน่นอน เพราะที่บูธของ Honda เขามีการเปิดจอง Honda Monkey S125 รุ่น Gundam Limited Edition คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคนเต็มบูธขนาดไหน กว่าผมจะเบียดเข้าไปขอเก็บภาพได้นี่ เลือดตาแทบกระเด็นครับ แอบรู้มาด้วยว่ามีแค่ 125 คันต่อสีด้วยนะครับ จำนวนจำกัดสุดๆ ไปเลย

รถที่ผมอยากจะขึ้นไปขับสักครั้งในชีวิต

ผมขอปิดท้ายรางวัลสุดท้ายของผม ด้วยรถที่ผมอยากขึ้นไปขับสักครั้งในชีวิต ผมมอบรางวัลนี้ให้กับ Chevrolet Corvette C2 คันนี้ครับ หลายท่านอาจจะแปลกใจว่า ทำไมให้รถโบราณ ก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ความสวยงามของรถเป็นอมตะจริงๆ ครับ ผมเห็นแล้วละสายตาได้ยากมากจริงๆ ทั้งรูปทรง สีสันและความขลังที่มาพร้อมกับอายุของรถ มันทำให้ผมอยากจะขึ้นไปขับมันซะเดี๋ยวนั้นเลย แต่กลัวเขาจะโยนออกไปจากงานก่อน เลยได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ ครับ

สวยขนาดนี้ อยากเห็นตามท้องถนนปัจจุบันเยอะๆ เลย

ความรู้สึกหลังจากเดินออกมาจากงาน

ถ้าให้พูดตามตรง การมาเดินในงานวันนี้เพียงวันเดียวก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้เรื่องรถหรือมอเตอร์ไซค์เพิ่มมากขึ้นสักเท่าไร แต่ความคิดผมเปลี่ยนไปครับ ผมคิดมาตลอดว่า มหกรรมยานยนต์แบบนี้ก็คงเหมาะกับผู้ที่มีความรู้  ความเชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์อยู่แล้วเท่านั้น

แต่เปล่าเลย การที่เราไม่รู้อะไรเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสนุกไปกับงานไม่ได้ งานมีอะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับรถ แต่นำเสนอผ่านหลายแง่มุมให้คนที่มีความสนใจหลากหลายได้มาเลือกชม และถ้าเราไม่รู้อะไร แต่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม พี่ๆ ประจำแต่ละบูธก็พร้อมให้ข้อมูลด้วยความเต็มใจเสมอ

เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่เคยมางานมหกรรมยานยนต์หรือ Thailand International Motor Expo 2020 แต่อยากลองมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเอง ก็อย่าเสียเวลาครับ ทำตัวเหมือนผมเข้าไว้ ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรจากงาน แต่หากมีความสงสัยอะไรที่เราอยากรู้ ก็เข้าไปหาคำตอบเลยครับ

หากไม่มีอะไรผิดพลาด บทความของผมจะลงวันที่ 7 ธันวาคมนี้ นั่นแปลว่าจะมีเวลาอีก 1 สัปดาห์เต็ม ให้คุณได้เข้าไปเดินในงาน เพราะฉะนั้นอย่าพลาดเชียวนะครับ และก็ขอขอบคุณบอสของผมมากครับ ที่บังคับ ไม่ใช่สิ สนับสนุนให้ผมมางานนี้