สรุปบทความ

ทุกอย่างบนโลกย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ซึ่งก็รวมไปถึงรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าด้วย ถ้าหากมองผิวเผินรถยนต์ทั้งสองประเภทนี้เหมือนจะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างมาก แต่ในความรักษ์โลกนั้นก็ย่อมมีความไม่รักษ์โลกบางอย่างแฝงเอาไว้อยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้ประโยชน์ของแต่ละคนด้วย

รถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?

Content Creator
สรุปบทความ

ทุกอย่างบนโลกย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ซึ่งก็รวมไปถึงรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าด้วย ถ้าหากมองผิวเผินรถยนต์ทั้งสองประเภทนี้เหมือนจะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างมาก แต่ในความรักษ์โลกนั้นก็ย่อมมีความไม่รักษ์โลกบางอย่างแฝงเอาไว้อยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้ประโยชน์ของแต่ละคนด้วย

ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??

มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร

รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น

แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี

  1. Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง
  2. Quick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??

ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร

ความรักษ์โลก

มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!

  • ด้านภาวะโลกร้อน

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน

  • ด้านมลพิษในอากาศ

เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้

แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้

  • ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่

ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น 

นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต

  • ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน

หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก

  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป

แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่

ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า

  1. ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน

หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน

  1. สมรรถนะ

ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ

  1. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว

หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ

ปากกาขาว