เส้นทางใหม่แห่งยานยนต์ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่ทุกคนรอคอย

Content Creator

เราอาจจะเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์ ที่ตัวเอกผละมือออกจากพวงมาลัย เปิดโหมดไร้คนขับให้กับรถของเขา ก่อนหยิบปืนที่แนบข้างกายขึ้นมา พร้อมเอนตัวออกนอกหน้าต่างไปยิงต่อสู้กับเหล่าร้ายที่ขับเบียดเข้ามาทั้งซ้ายและขวา ในขณะที่รถของตัวเอกยังขับไปตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว และยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เองอีกด้วย

จะไม่ได้เป็นแค่ฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป

ผมอยากจะบอกว่า ภาพเหล่านี้กำลังจะออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงครับ ผมไ่ม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนจะมายิงเหล่าร้ายกลางถนนหรอกนะครับ แต่ผมหมายถึงรถยนต์ไร้คนขับ (Self-Driving Cars) ที่ตอนนี้ ขยับเข้าใกล้ความจริงไปทุกขณะแล้วต่างหาก

วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอเรื่องราวเล็กน้อยเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 3 แบรนด์ยนตรกรรม ที่ตอนนี้ พวกเขาพร้อมเหลือเกินในการส่งรถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่ตลาด แต่จะเป็นแบรนด์อะไรกันบ้าง และจะล้ำยุคขนาดไหน ตามผมมาเลยครับ

Mercedes-Benz และรถยนต์คลาส S

บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz) ประกาศการส่งไพ่ไม้ตายของพวกเขาอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ลงตลาดการแข่งขัน พร้อมฟังก์ชันชูธงอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันได้ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถของตัวรถที่เปลี่ยนเลนการขับขี่และรักษาศูนย์กลางการขับได้อัตโนมัติเลยทีเดียว

รถยนต์เบนซ์ ขับเอง ไร้คนขับ
รถยนต์คลาสเอส คลาสที่จะเป็นรุ่นแรกของรถยนต์ไร้คนขับจากเมอร์เซเดส-เบนซ์

หากแค่นั้นยังไม่พอ ลองมาฟังคุณสมบัติของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ที่มีเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 3 (Level 3 automated driving) กันครับ ด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้เราไม่ต้องจับพวงมาลัย “ตลอดเวลา” เพราะตัวรถมาพร้อมกับเซนเซอร์รอบทิศและแผนที่แบบพร้อมสรรพ ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือไปทำอย่างอื่นได้เลย โดยรถจะขับเองด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะฟังดูช้าไปสักหน่อยสำหรับสิงห์นักเหยียบ แต่ก็เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง

แต่เอาให้ผ่านกฎหมายเสียก่อน

ถึงแม้ว่าจะมีตัวเทคโนโลยีมารอให้ใช้กันแล้ว แต่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็จำเป็นต้องเข้าหารือกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนี้ โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์คงคาดหวังให้กฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเข็นรถออกมาขายกันภายในปลายปีหน้า (ปลายปี พ.ศ. 2564) แต่หลายสื่อก็ฟังธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าพลาดแต่อย่างใดครับ

Tesla ของลูกพี่อีลอน มัสก์ และระบบ Autopilot

ทางด้านแบรนด์นวัตกรรมเทสลา (Tesla) ของลูกพี่ใหญ่อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ไม่น้อยหน้า (เขาก็ไม่เคยน้อยหน้าใครอยู่แล้ว) เพราะแบรนด์เทสลาพึ่งประกาศว่าระบบออโต้ไฟลอต ที่พัฒนาและปรับปรุงโดยเทสลาเองนั้น พร้อมที่จะนำมาติดตั้งในยานยนต์เต็มที่

ระบบออโต้ไฟลอตนี้จะช่วยให้รถเทสลาควบคุมและปรับเปลี่ยนความเร็วได้เองโดยอัตโนมัติ หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าระบบนี้อาจนำไปสู่เทคโนโลยีอีกระดับ นั่นคือการขับขี่โดยอัตโนมัติ สมชื่อระบบออโต้ไพลอตนั่นเอง แถมทางเทสลายังขิงอีกว่า เทคโนโลยีนี้พร้อมออกมาให้ลูกค้าได้ใช้กันภายในต้นปีหน้าแล้ว ลูกพี่ไม่เคยน้อยหน้าใครจริงๆ

รถยนต์ไร้คนขับ เทสลา ขับเอง
แค่ภาพก็ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง

General Motors กับเทคโนโลยี Hands-free Driving

เจ้าสุดท้ายที่ถึงแม้จะมาช้าไปเสียหน่อย แต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพ แถมปริมาณให้อีกด้วยกับเจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) แบรนด์ยนตรกรรมที่อยู่เบื้องหลังรถดังอย่างเชฟโรเลตและคาดิแลค พวกเขาลงทุนตั้งทีมพัฒนาระบบการขับขี่แบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Driving) ภายใต้ชื่อสุดหรูว่าซุปเปอร์ครูส (Super Cruise) ซึ่งเป็นทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกันไปในตัว

ระบบที่ว่านี้จะช่วยสร้างมิติของการใช้รถให้ล้ำยุคมากขึ้น นอกจากความสามารถในการรักษาความปลอดภัยผ่านซอฟต์แวร์ทันสมัยที่อัปเดตได้ตลอดอายุการใช้งานแล้ว รถที่มีเทคโนโลยีซูปเปอร์ครูสจะยังมีระบบการขับขี่อัตโนมัติบนทางด่วนและไฮเวย์อีกด้วย โดยในอนาคต เหล่าทีมพัฒนาคาดหวังว่าผู้ใช้จะสามารถขับขี่อัตโนมัติได้ในทุกพื้นที่ ทุกท้องถนนเลยทีเดียว

เจเนอรัล มอเตอร์สจะใส่เทคโนโลยีที่ว่านี้ลงในรถทั้ง 23 รุ่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ซึ่งกว่ารถทั้งหมดจะออกสู่ท้องตลาด ก็คงเป็นช่วงปลายปี 2566 เลย

เชฟโรเลต หนึ่งในแบรนด์ที่จะได้รับอานิสงส์ของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ

อนาคตแห่งยานยนต์อยู่ไม่ไกล

เห็นอย่างนี้แล้ว พวกเราก็ได้แต่ตื่นเต้นกันนะครับ ที่เราจะได้เห็นอีกฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบนี้ ถึงแม้ว่ารถยนต์ไร้คนขับรุ่นแรกๆ จะยังต้องพึ่งคนคอยควบคุมอีกระดับอยู่ดี แต่ก็ถือเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่น่าติดตามมากเลยทีเดียว

หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้นั่งอยู่บนเบาะคนขับ พร้อมพวงมาลัยที่ปราศจากมือของเราจับอยู่ ขับกินลมชมวิวไปอย่างชิลๆ ในเส้นทางของประเทศไทยในเร็ววันนะครับ