รวมรถรุ่นประหยัดน้ำมันที่สุดที่มีขายในไทย 2020

Content Creator

ปัจจัยแรกในการซื้อรถ นอกจากจะมองเรื่องสมรรถนะของรถยนต์แล้ว ยังต้องนึกถึงเรื่องการประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง เป็นที่รู้กันว่านอกจากรถจะติดมากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันอีกด้วย

การเลือกรถที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ คงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่หลายคนคำนึงถึง วันนี้จะมาดูกันว่ามีรถรุ่นอะไรบ้าง ที่ผ่านเข้ารอบการประหยัดน้ำมันสูงสุดประจำปี 2020

วิธีเลือกรถประหยัดน้ำมัน

1.อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน

ถ้าคุณตั้งธงในใจไว้แล้วว่า อยากได้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน เมื่อไปถึงศูนย์จำหน่ายยานยนต์ คุณควรถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเหล่านั้นทันที ซึ่งแน่นอนว่า เขาจะตอบกลับมาว่า รถคันนี้กินน้ำมันประมาณ 23 กิโลเมตร/ลิตร เสียส่วนใหญ่

หากแปลง่าย ๆ สำหรับหลัก กิโลเมตร/ลิตร คือ จำนวนกิโลเมตรที่รถยนต์ของเราวิ่งไป แล้วน้ำมันจะลดมา 1 ลิตร 

ตัวอย่างเช่น 

รถกินน้ำมัน 23 กิโลเมตร/ลิตร แสดงว่ารถยนต์ต้องวิ่งไปถึง 23 กิโลเมตร น้ำมันถึงจะลดลงมา 1 ลิตร นั่นหมายถึงว่า ยิ่งจำนวนเลขกิโลเมตรเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องดี แปลว่า รถคันนี้สามารถช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก

2.เติมน้ำมันอะไรได้บ้าง

นอกจากถามเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ควรจะต้องพิจารณาถึงน้ำมันที่รถยนต์สามารถรองรับได้ด้วย ซึ่งน้ำมันจะแบ่งเกรดออกเป็นสองประเภทคือ ดีเซล และ เบนซิน 

ในภายหลังเนื่องจากค่าน้ำมันเบนซินที่เป็นน้ำมัน 100% มีราคาแพงจนคนไม่นิยมเติม ทางผู้ให้บริการน้ำมัน จึงได้ปรับน้ำมันเบนซินมาเป็น แก๊สโซฮอล์ 95,91 ไล่เรียงลงมาถึง E20 และ E85 ตามลำดับ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ได้รับการผสมแอลกอฮอล์เข้ามา จนมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเจือจางลง ทำให้ราคาถูกลง 

ดังนั้นการซื้อรถแต่ละครั้งควรสอบถามให้ชัดเจนว่า รถสามารถรองรับน้ำมันชนิดใดได้บ้าง เพราะต่อให้เป็นรถยนต์ประหยัดน้ำมัน แต่เติมได้แค่ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 ก็ไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอยู่ดี ควรเลือกรถที่เติมได้ถึง E85 จะดีที่สุด

3.น้ำหนักตัวรถไม่เยอะเกินกว่ากำลังเครื่อง

แม้ว่าคุณจะได้รถยนต์ที่เคลมว่าประหยัดน้ำมันอย่างถึงที่สุด แล้วก็สามารถเติมน้ำมันอย่าง E20 หรือ E85 ได้ก็ตาม ทว่าขับได้ไม่ถึงสองวันดี ก็ต้องขับรถเข้าไปเติมมันเสียแล้ว 

หากสภาพรถของคุณไม่ได้มีปัญหา ก็แสดงว่าน้ำหนักของรถยนต์อาจมากเกินกว่ากำลังเครื่อง ทำให้สามารถขับได้ช้าลง และกินน้ำมันมากขึ้น

คุณสามารถขอดูรายละเอียดน้ำหนักของเครื่องยนต์หรือตัวรถยนต์ได้จากโบชัวร์ แล้วเทียบเอากับตัวเครื่องยนต์ว่ามีกำลังเท่าไร 

แต่หากคุณอยากให้มั่นใจมากขึ้นว่ารถยนต์ไม่ได้หนักเกิน สามารถลองทดสอบได้ตั้งแต่ตอนทดลองขับเลย ถ้าเหยียบคันเร่งไม่ขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากน้ำหนักที่มากเกินไป

ซึ่งจะแบ่งประเภทรถยนต์ประหยัดน้ำมันออกเป็นสองประเภท ได้แก่ 

  1. รถยนต์ประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง
  2. รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

รถรุ่นประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง

Credit : Eco Sticker

1.Mazda 2

รถยนต์ Eco Car ที่หากพูดถึงความคุ้มค่า และรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในบรรดาโมเดลใกล้เคียงกัน ก็ต้องเป็นรถคันนี้ เพราะนอกจากดีไซน์โฉบเฉี่ยวแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ skyactiv ที่ทำให้สมรรถนะของยานยนต์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายขั้น

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 26.3km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร

          เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 93 แรงม้า

แรงบิด : 123 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • เน้นออกแบบดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ HMI(Human-Machine Interface) เพื่อจัดวางให้พื้นที่สามารถใช้อย่างเหมาะสมและสนุกกับทุกการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น
  • Mazda Connect รองรับ Apple Car Play และมีหน้าจอสี Center Display ให้ควบคุมได้ง่ายและสบายขึ้นกว่าเดิม
  • เครื่องยนต์ Skyactiv ที่พัฒนามาเพื่อให้ตัวเครื่องยนต์กับผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยอิงจากสรีระและธรรมชาติของมนุษย์ให้เกิดความใกล้เคียงมากที่สุด

ราคา :

รุ่น 1.3 E SPORTS : 546,000 บาท

รุ่น 1.3 C SPORTS : 602,000 บาท

รุ่น 1.3 S SPORTS : 627,000 บาท

รุ่น 1.3 SPORTS LEATHER : 648,000 บาท

รุ่น 1.3 SP SPORTS : 690,000 บาท

รุ่น XD SPORTS : 782,000 บาท

รุ่น XDL SPORTS : 799,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Toyota CH-R

รถสไตล์ SUV ของToyota ที่เรียกได้ว่าแม้เป็นรถ SUV แต่สามารถประหยัดน้ำมันได้ดีอย่างมาก ทั้งยังมีเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เสริมสร้างประสิทธิภาพให้รถรุ่นนี้ทรงพลังมากกว่าที่เคย นอกจากนั้นการออกแบบดีไซน์ยังเน้นความสะดวกในการใช้สอยของผู้ขับภายในรถ

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 24.4km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 72 แรงม้า

แรงบิด : 142 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ Hybrid ผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันและวิ่งได้ดีมากยิ่งขึ้น การนำไฟฟ้ามาผสมผสานจะทำให้คุณสัมผัสความสงบและความนิ่งเงียบในการขับ
  • ภายในรวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขึ้นกว่าเดิม จะเดินทางใกล้หรือไกลก็ไปได้ทุกที่ มีทุกอย่างพร้อมตลอดเวลา
  • โหมด Sport, Normal, Eco และโหมด EV เพื่อลดมลพิษและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น 1.8 Entry : 979,000 บาท

รุ่น 1.8 Mid : 1,039,000 บาท

รุ่น HV Mid : 1,069,000 บาท

รุ่น HV Hi : 1,159,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.Nissan Kick e-Power 

เผยโฉมใหม่ Nissan Kick e-Power รถยนต์ที่ทำงานเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า โดยให้การทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวสร้างพลังงานและส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากดีไซน์แบบ SUV จะมาอย่างโฉบเฉี่ยวแล้ว เทคโนโลยีก็ล้ำไม่แพ้กัน

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.8 km/L

เครื่องยนต์ : ประเภทเชื้อเพลิงเบนซิน (ไว้สร้างกระแสไฟฟ้า) 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ : 79 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 103 นิวตันเมตร

กำลังแรงม้าของมอเตอร์ไฟฟ้า : 129 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 260 นิวตันเมตร 

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ประเภทเบนซินที่มีไว้ใช้เพื่อสร้างกำลังไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ 100% โดยไม่ต้องชาร์จไฟ
  • เทคโนโลยี One-Pedal สามารถเร่งและเบรกได้ในคันเร่งเดียว ทำให้ผู้ขับสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
  • Drive Mode ที่มี ทั้ง S Mode และ Eco Mode ให้เลือกใช้งานตามใจ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด
  • เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คงที่ได้มากขึ้น

ราคา : 

รุ่น e-Power S : 889,000 บาท

รุ่น e-Power E : 949,000 บาท

รุ่น e-Power V : 999,000 บาท

รุ่น e-Power VL : 1,049,000 บาท

Mitsubishi-Mirage-Eco-Sticker
Credit : Eco Sticker

4.Mitsubishi Mirage 

แม้จะออกมาสักพักแล้วกับ Mirage Eco Car Hatchback 5 ประตู แต่กระแสนิยมยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะรถคันเล็ก เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ถูกออกแบบมาอย่างดี รวมถึงระบบเสริมความปลอดภัยที่มากับรถคันนี้ กลายเป็นหนึ่งในรถประหยัดน้ำมันที่น่าจับตามองในปีนี้เลย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • ห้องโดยสารที่ออกแบบมาด้วยลวดลาย Piano Black และ Carbon Print ไม่เหมือนใคร 
  • หน้าจอพร้อมระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถรองรับ Apple Car Play ได้
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งแรงและเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับ
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง และระบบชะลอความเร็ว (ขณะใช้ความเร็วต่ำเท่านั้น)
  • เครื่องยนต์ MIVEC ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดแม้รอบต่ำ มีอัตราเร่งที่ดี ประหยัดน้ำมัน และ ช่วยลดมลพิษได้ดีอีกด้วย

ราคา 

รุ่น GLX MT : 474,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 509,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 574,000 บาท

รุ่น GLS-LTD CVT : 619,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.Toyota Yaris 

ครองใจคนไทยมานานอย่างแบรนด์ Toyota กับรุ่นสุดฮอตฮิตสไตล์ Eco Car อย่าง Yaris กับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมดีไซน์สปอร์ต สุดเร้าใจ  ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 ที่จะช่วยรักษ์โลกและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งกว่าเดิม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : Dual WT-iE 4 สูบ 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 68 แรงม้า

แรงบิด : 109 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • หลังคา Black Roof ที่ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น และดีไซน์ดูโฉบเฉี่ยวน่ามองทุกการขับขี่
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play  
  • ระบบ Smart Entry 
  • ช่อง USB 2 ช่อง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ที่จะทำให้คุณมีทัศนวิสัยตอนกลางคืนได้ดีขึ้น
  • มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ให้สามารถปะทะแรงลมและยึดเกาะถนนได้แน่น มั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป

ราคา 

รุ่น Entry : 549,000 บาท

รุ่น Sport : 609,000 บาท

รุ่น Sport Premium : 679,000 บาท

Credit : Eco Sticker

6.Suzuki Swift

รถคันเล็กที่มาพร้อมกับรูปทรงแสนโดนใจ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เด่นคือเรื่องสี ที่มีความจัดจ้านโดนใจทุกคน จนเป็นที่จดจำในฐานะรถ Eco Car คันเล็ก ที่มีดีไซน์สวยงามทันสมัยและไม่กินน้ำมัน กลายเป็นหนึ่งในขวัญใจของทุกคนนั่นเอง

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ :  K12M 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 83 แรงม้า 

แรงบิด : 108 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • คอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับ เพื่อการใช้งานที่ง่ายสะดวกมากยิ่ง ไม่เสียสมาธิขณะขับรถ
  • ภายในที่ออกแบบมาอย่างสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว เบาะผ้าที่ดีไซน์มาอย่างเข้ากันกับตัวรถ  
  • เทคโนโลยีเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และสูบฉีดเชื้อเพลิงให้ดีขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น GA : 499,000 บาท

รุ่น GL : 536,000 บาท

รุ่น GL MAX EDITION : 541,000 บาท

รุ่น GLX : 609,000 บาท

รุ่น GLX-Navi : 629,000 บาท

Credit : Eco Sticker

7.Mitsubishi Attrage 

อีกหนึ่งรุ่นของ Mitsubishi ที่มากับ Eco Car ทรงซีดาน 4 ประตู กับห้องโดยสารดีไซน์ทรงสปอร์ตที่กว้างกว่าเดิม พร้อมกับฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รถ Eco Car คันนี้ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่าที่เคย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L 

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร 

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • วงเลี้ยวแคบสุดถึง 4.8 ม. ทำให้การเลี้ยวเป็นไปได้ดั่งใจไม่ล้ำเลนมากยิ่งขึ้น
  • อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 กรัม/กิโลเมตร
  • เชื่อมต่อและรองรับ Apple Car Play
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างแรงและเร็ว ป้องกันการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ นับเป็นฟังก์ชันความปลอดภัยที่ดีมาก

ราคา :

รุ่น GLX MT : 494,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 529,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 579,000 บาท

รุ่น GLS LTD CVT : 624,000 บาท 

Credit : Eco Sticker

8.Toyota Corolla Cross 

ประสบการณ์สุดไฉไลกับ Toyota Corolla Cross รถ SUV ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ทั้งเทคโนโลยี TConnect ที่จะให้คุณเชื่อมต่อกับรถของคุณได้มากยิ่งขึ้น  พร้อมสร้างความมั่นคงและมั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3km/L

เครื่องยนต์ :  4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 103 แรงม้า

แรงบิด : 177 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • พนักพิงเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ ทำให้นั่งสบายมากยิ่งขึ้น
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบ Kick Activated ช่วยทำให้การเก็บสัมภาระเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • โหมดของรถยนต์ที่พกมาเต็ม ทั้ง Hybrid Mode, Sport Mode และ Eco Mode มาช่วยให้คุณขับรถได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ทำให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของโลกได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ดั่งใจทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร

ราคา :

รุ่น 1.8 Sport : 989,000 บาท

รุ่น Hybrid Smart : 1,019,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium : 1,089,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium Safety : 1,199,000 บาท

รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

Credit : Eco Sticker

1.Volvo S60 T8 Twin Engine 

ด้วยชื่อ ศิลปะแห่งวิศวกรรม จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ทั้งในแง่เทคโนโลยีเหนือชั้นและสมรรถนะอันดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลังไฮบริดและการปล่อยมลพิษต่ำ เรียกได้ว่าจะในแง่ไหน วอลโว่คันนี้ก็กินขาด ให้คุณทั้งสนุกและรักษ์โลกไปในเวลาเดียวกัน 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 55.6km/L

เครื่องยนต์ : Drive-E เบนซิน 2 ลิตร 4 สูบพร้อมซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบชาร์จ

กำลังแรงม้า : 320 แรงม้า

แรงบิด : 640 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • ไฟหน้า LED ที่ออกแบบทรง T-Shaped อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ ทำให้เห็นมองเห็นตัวรถชัดขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • ระบบกันสั่นสะเทือนอิสระแบบปีกนกคู่หน้า และแบบ Integral ด้านหลังทำให้รถยนต์ทรงตัวได้ดีขึ้นและน้ำหนักน้อยที่สุดเพื่อให้ทะยานได้ไกลขึ้น
  • โหมด Dynamic Comfort , Eco และ Individual สร้างการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ให้คุณออกแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวคุณเอง 
  • ฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงเพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ระบบนำทาง และโทรศัพท์ที่สามารถเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้ ไม่ต้องจดจำเซตคำสั่งให้การสั่งการ
  • เครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

โหมด Pure Mode ที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้ประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้น 

โหมด Power Mode เน้นความเร็วแรง ให้รถของคุณทะยานได้ไกลดั่งใจปรารถนา

โหมด Hybrid Mode ที่ใช้การผสมผสานเครื่องยนต์ และไฟฟ้าในการทำงานให้ขับขี่ได้เงียบสงบและนุ่มขึ้น

ราคา :

รุ่น Momentum : 2,190,000 บาท

รุ่น R-Design : 2,590,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Mercedes-Benz E 300e Plug-in Hybrid

ผู้นำแห่งนวัตกรรมอย่าง Mercedes-Benz ก็ได้นำยานยนต์ Plug-in Hybrid อวดโฉมสู่ตลาดวงการรถยนต์ เพื่อตอบสนองหลักการของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเทคโนโลยีสุดล้ำอีกหลายตัว เพื่อพัฒนาให้เป็นรถที่ดีและตอบสนองต่อผู้ขับขี่ให้มากที่สุด 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 50.0km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 211 แรงม้า

แรงบิด : 350 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • Active Distance Assist Distronic ระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันด้านหน้าโดยคำนวณจากความเร็วของรถ ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • Active Brake Assist ช่วยเบรกอัตโนมัติให้คุณในระยะอันตราย
  • ระบบ Telediagnostics ที่ช่วยวิเคราะห์สภาพรถยนต์และคอยรายงานไปยัง Mercedes me เพื่อความแม่นยำและการซ่อมบำรุงได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ
  • 4 โหมดให้คุณปรับได้ดั่งใจ  

E-Mode เมื่อต้องการขับด้วยระบบไฟฟ้าล้วน 

E-Save หากต้องการรักษาระดับพลังงานไฟฟ้า เน้นใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก

Charge ระบบที่ใช้เพียงเครื่องยนต์อย่างเดียวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ Hybrid ระบบผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับได้นิ่มนวลแถมยังสงบมากยิ่งขึ้น

ราคา :

รุ่น E300 e Avantgarde : 3,190,000 บาท

รุ่น E300 e Exclusive  : 3,440,000 บาท

รุ่น E300 e AMG Dynamic : 3,770,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.BMW 300e M Sport 

การปรับเป็นแบตเตอรี่เจนเนอเรชันที่ 4 เพิ่มระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนมากขึ้น ถึง 50-80 กิโลเมตร พร้อมโหมดใหม่อย่าง XtraBoost ที่จะให้รถพุ่งทะยานไปไกลได้กว่าเดิม แม้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แต่โหมดนี้จะให้กำลังแรงม้าเพิ่มสูงสุดถึง 292 แรงม้าเลยทีเดียว 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 47.6km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 190 แรงม้า

แรงบิด : 400 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 6.8 วินาที

จุดเด่น : 

  • แบตเตอรี่เจนเนอเรชัน 4 ที่มาพร้อมโหมด XtraBoost ให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์ 2.0 สู่ ความแรงถึง 292 แรงม้า ยามที่ต้องการใช้กำลังสูงสุดของรถยนต์
  • ระบบ e-Drive ที่จะช่วยคุณจัดการพลังงานในการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้คุณมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เพียงพอกับการขับขี่ในเวลาที่คุณต้องการ
  • Lane Departure Warning หรือ ระบบเตือนเมื่อคุณขับออกนอกเลน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คุณได้มากขึ้น
  • หน้าจอควบคุมแบบทัชสกรีนที่ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวมือ และแสดงผลหน้าจอบนกระจก ให้คุณสามารถมองโดยไม่เสียสมาธิ รวมถึงที่ชาร์จแบตไร้สายให้คุณสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่มือถืออีกต่อไป

ราคา : 2,769,000 บาท

Credit : Eco Sticker

4.Toyota Camry HV 

คาดไม่ถึงกับ Toyota Camry HV ที่แม้จะออกมาในแนว Luxury แต่กลับประหยัดน้ำมันได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่ออกมารองรับ ความสะดวกสบายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ Hybrid ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 25.0 km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S 2.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 178 แรงม้า

แรงบิด : 221 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • กระจกมองข้างปรับและพับเก็บอัตโนมัติ อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่อย่างถึงที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมพับเก็บกระจก
  • หลังคามูนรูฟ สัมผัสประสบการณ์แห่งเทคโนโลยีเหนือชั้น ที่นำมาใส่ในรถซีดาน 4 ประตู 
  • เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพขนาด 2.5 ลิตร ที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-CVT ผสมผสานกับเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำให้รถคันนี้เร็วแรงและเงียบสงบมากกว่าที่เคย
  • สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเกิดการเบรกฉุกเฉิน ช่วยเตือนเพื่อนร่วมทางให้ระวังได้มากขึ้น
  • สัญญาณเตือนเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ถ้ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา เสริมความปลอดภัยทั้งคุณและเพื่อนร่วมทางได้เป็นอย่างดี 

ราคา :

รุ่น 2.0 G เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด : 1,455,000 บาท

รุ่น 2.5 G เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด : 1,599,000 บาท

รุ่น 2.5 HV E-CVT : 1,649,000 บาท

รุ่น 2.5 HV Premium E-EVT : 1,809,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.MINI Cooper D Hatch 3-Door

โฉมใหม่แห่งวงการของ Mini Cooper D Hatch 3-Door ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เยี่ยมกว่าที่เคย ทำให้คุณสนุกกับการขับขี่ในทุกเส้นทาง มากด้วยความสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกราวกับขับรถแข่ง พร้อมกับเทคโนโลยี MINI Connected ที่พาคุณไปถึงจุดหมายทุกที่ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน =  24.4 km/L

เครื่องยนต์ : 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 116 แรงม้า

แรงบิด : 270 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที

จุดเด่น : 

  • จำนวน 4 ที่นั่งที่รองรับน้ำหนักกระเป๋าถึง 211 ลิตร ให้คุณได้ขนสัมภาระมากขึ้น และพร้อมในทุกสถานการณ์
  • ไฟ Standard LED ที่ให้แสงสว่างและทัศนวิสัยที่ดีมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • หน้าจอแสดงผลบริเวณกระจกด้านหน้า ไม่ต้องคอยเหลียวมองด้านข้างให้เสียสมาธิอีกต่อไป 
  • โหมด Sport ให้คุณสัมผัสอัตราเร่งดั่งใจคุณ 
  • โหมด Green ที่จะช่วยคุณประหยัดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โดยกำหนัดอัตราการปล่อยเชื้อเพลิงและเมื่อปล่อยคันเร่ง ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ
  • นวัตกรรมแห่งเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด  ที่จะเปลี่ยนเกียร์ตามหลักการออกแบบของสรีรศาสตร์ให้คุณสามารถใช้ได้ถนัดมากขึ้น ไม่สร้างแรงฉุด ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย

ราคา : 2,390,000 บาท

รถประหยัดน้ำมัน (Economy Car) VS. Eco Car (Ecology Car)

เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่า Eco Car คือ Economy Car ที่หมายถึงรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ทว่าแท้จริงแล้ว ที่พวกเราเรียก ๆ กันว่า Eco Car มีความหมายถึง Ecology Car ซึ่งก็คือรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างหากไม่ใช่รถยนต์ประหยัดน้ำมัน 

ดังนั้นการเลือกรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ควรคำนึงถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นหลักมากกว่า การใช้คำว่ารถ Eco Car มาเป็นตัวนำในการเลือก 

แม้รถยนต์สองประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงกันแค่ไหน ทว่าเกณฑ์แบ่งแยกกับต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. รถยนต์ Eco Car จะต้องมีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.3 ลิตรสำหรับเบนซิน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลห้ามเกิน 1.5 ลิตร
  2. ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Euro 5 เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร
  3. อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันห้ามต่ำกว่า 23.25 km/L โดยเด็ดขาด จึงเป็นสาเหตุให้หลายคนคิดว่ารถยนต์ประหยัดน้ำมันต้องเลือก Eco Car ถึงจะดีที่สุด
  4. ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานให้ครบถ้วน แม้จะเป็นรุ่นโมเดลย่อยก็ตาม

ECO Sticker สำคัญยังไง

Eco Sticker เริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในด้านภาษี CO2 จึงมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องติดสติกเกอร์ที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

นอกจากในด้านการเก็บภาษีแล้ว สติกเกอร์ตัวนี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรฐานการประเมินจากหน่วยงานกลางเดียวกัน ทำให้สามารถมั่นใจในข้อมูลที่ไม่ได้มาจากฝั่งผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านมา 

สติกเกอร์ตัวนี้ยังเพิ่มความง่ายในการเปรียบเทียบสมรรถนะรถยนต์แต่ละคันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานได้แบ่งหมวดออกเป็นสามหมวด ได้แก่ หมวดความสะอาดของพลังงาน ความประหยัดน้ำมัน และ ความปลอดภัยในรถแต่ละคัน สติกเกอร์ตัวนี้จะบอกรายละเอียดชัดเจนมากขึ้นว่ารถยนต์คันนี้ผ่านมาตรฐานใดบ้าง 

มาตรฐานหลัก ๆ ในการประเมินมีดังต่อไปนี้

ใบอนุญาต สมอ. : มาตรฐานมลพิษ

UN Reg. 83 : มาตรฐานสารมลพิษ

UN Reg. 101: มาตรฐานการปล่อยค่า CO2 และ FC 

UN Reg. 94 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านหน้า

UN Reg. 95 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านข้าง

UN Reg. 13H : มาตรฐานระบบเบรก ที่มีระบบป้องกันล้อล็อกตายจากการเบรก หรือ ABS (Anti-Lock-Braking-System) และระบบช่วยควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ ESC (Electronic Stability Control) 

สรุปท้ายบทความ

จากบทความข้างต้น น่าจะพอทราบกันไปแล้วว่า มีรถยนต์ใดบ้างที่เหมาะสำหรับการขับขี่ภายในเมือง หรือมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด ทว่าการดูอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกซื้อรถยนต์สักคัน 

ความชอบของคุณและราคามักจะเป็นปัจจัยหลักในการซื้อ เพราะรถคันหนึ่งจะต้องอยู่กับคุณในทุกวัน ทุกช่วงเวลา ไปเป็นเวลายาวนาน

ดังนั้นหากคุณจะเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ตนชอบและถูกใจตรงตามเงื่อนไขในใจที่คุณตั้งไว้ สามารถลองสำรวจดูรถยนต์ที่อาจมอบความพึงพอใจให้คุณได้ที่ Kaidee Property เลยค่ะ