หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

Content Creator

สำหรับใครที่รู้จักรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่าการทำงานของรถยนต์ประเภทนี้ ล้วนใช้ไฟฟ้าในการสร้างการขับเคลื่อน ดังนั้นคงขาดไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมไฟฟ้าให้รถยนต์ เพราะรถยนต์ EV นั้นปราศจากเครื่องยนต์สันดาป และมีเพียงแบตเตอรี่เท่านั้นที่ชาร์จมาจากพลังงานไฟฟ้า ที่จะช่วยให้รถวิ่งต่อไปได้ 

รถยนต์ EV มีวิธีการทำงานอย่างไร

การทำงานของรถยนต์ EV มีหลักการทำงานที่ไม่ยาก ภายหลังจากนำเอาเครื่องยนต์สันดาปออกไป ทำให้เหลือเพียงตัวแบตเตอรี่ ตัวเปลี่ยนกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น 

วิธีการทำงานจะเริ่มจากการชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปยังตัวแปลงกระแสไฟ ให้ไฟฟ้ากระแสตรงกลายเป็น กระแสสลับ(AC) แล้วจึงส่งไฟฟ้าต่อไปที่ตัวมอเตอร์เพื่อปั่นไฟฟ้าให้เกิดการขับเคลื่อนของล้อทั้งสี่

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

เหตุผลหลักที่ควรจะรู้จักหัชาร์จรถยนต์ EV เพราะในอนาคตอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า รถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ EV จนหมด จากการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ เน้นลดการปล่อยมลพิษจากควันรถ ทำให้กระแสรถยนต์ EV กำลังมาในหลายประเทศทั่วโลก 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ และประเทศเยอรมันที่มีการยกเว้นภาษีของรถยนต์EV 5-10 ปี รวมถึงมอบเงินชดเชยหากคุณทำการซื้อรถประเภทนี้ถึง 5,000 ยูโรอีกด้วย

โดยหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหลัก ๆ แล้วมีทั้งหมด 6 แบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการชาร์จ ได้แก่ 

1.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว(Quick Charger) 

2.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม(Combined Charging System) 

3.หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ (Normal Charger)

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดรวมถึงคุณสมบัติของหัวชาร์จแต่ละประเภท ให้ได้ทราบถึงความแตกต่างและแยกได้อย่างชัดเจนว่า หัวชาร์จไหนใช้สำหรับอะไรได้บ้าง

1. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว (Quick Charger)

หัวชาร์จประเภทนี้มักปรากฎให้เห็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ ตามห้างสรรพสินค้าที่ติดตั้งตู้ชาร์จเอาไว้ เนื่องจากการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว ที่เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) นั้นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างแท่นชาร์จประเภทนี้ออกมา เพราะกำลังไฟฟ้าจะต้องมากถึง 110 kwh เลยทีเดียว

การชาร์จประเภทนี้ สามารถเติมแบตเตอรี่ของคุณได้เต็มได้มากสุดถึง 80% ในระยะเวลา 40-60 นาที ซึ่งจัดว่าเร็วมาก หากเทียบกับการชาร์จหัวไฟฟ้ากระแสสลับ โดยประเทศไทย โดยหัวชาร์จประเภทการชาร์จแบบเร็วที่มักพบเห็นได้ในประเทศเทยคือ หัวชาร์จแบบ CHAdeMo นั่นเอง

  • CHAdeMO

หัวชาร์จแบบ CHAdeMo ย่อมาจาก CHArge de Move ที่แปลได้ว่า ชาร์จเพื่อไปต่อ บ่งบอกถึงลักษณะและคุณสมบัติของหัวชาร์จประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย จากรถยนต์ที่นำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในรถยนต์ EV ที่มีหัวชาร์จประเภทนี้คือ Nissan Leaf เพื่อไว้ใช้ในการชาร์จแบบเร็วตามสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีติดตั้งทั่วประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

CHAdeMo : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V

  • GB/T 

แม้จะเป็นหนึ่งในหัวชาร์จแบบเร็ว ทว่าหัวชาร์จประเภทนี้กลับไม่ได้แพร่หลายในต่างประเทศนัก เพราะเป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีน จึงจัดได้ว่าเป็นหัวชาร์จแบบพิเศษที่ใช้อย่างแพร่หลายแค่ภายในประเทศจีนเท่านั้น 

GB/T : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 250A / 750

2. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (Combined Charging System / CCS)

หลายคนคงสับสนหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (CCS) กับหัวชาร์จแบบปกติ (Normal Charger) เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก แท้จริงแล้วหัวชาร์จสองประเภทนับได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน 

แต่หัวชาร์จแบบ CCS สามารถชาร์จได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ซึ่งเป็นการชาร์จแบบเร็วและไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ซึ่งเป็นการชาร์จปกติ ภายในหัวชาร์จอันเดียว 

  • CCS Type 1

หัวชาร์จ CCS Type 1 มีรูปลักษณ์เหมือนหัวชาร์จแบบปกติ AC Type 1 เพียงแต่เพิ่มหัวชาร์จแบบชาร์จเร็วเข้ามาด้านล่างด้วย หัวชาร์จประเภทนี้จะมีขนาดเล็กกว่า CCS Type 2 ทำให้กำลังไฟฟ้าลดน้อยลงตามไปด้วย หัวชาร์จไทป์ 1 นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศดังกล่าว 

CCS Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V 

  • CCS Type 2

CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่รวมตัวหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กับ หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ว่าจะเลือกชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง(DC) หรือ ชาร์จปกติด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)  หัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งมีขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และให้กำลังไฟมากกว่าหัวชาร์จ CCS Type 1 อย่างมาก

CCS Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 1000V

3. หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ(Normal Charger)

การชาร์จปกตินั้นคือการชาร์จผ่านตู้ติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า หรือจะเป็นการติดตั้ง Wall Box Charger ที่กำแพงบ้าน โดยกระแสไฟที่ใช้ในการชาร์จจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ทำให้ชาร์จได้ช้ากว่าไฟฟ้ากระแสตรง(DC) เนื่องจากตัวแบตเตอรี่จะกักเก็บไฟฟ้าในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จึงทำให้ต้องมีการแปลงกระแสไฟก่อนเก็บเข้าแบตเตอรี่ 

ชื่อเรียกอีกอย่างของหัวชาร์จประเภทนี้คือ AC Charging สำหรับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก 24 กิโลวัตต์ ระยะเวลาการชาร์จต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 4-7 ชั่วโมง และสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 30 กิโลวัตต์ เฉลี่ยเวลาอยู่ที่ 9 ชั่วโมงครึ่ง

  • AC Type 1 (SAEJ1772)

หัวชาร์จประเภท AC Type 1 จะให้กำลังไฟที่น้อยกว่าหัวชาร์จ AC Type 2 เพราะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีรูชาร์จอยู่เพียง 5 รูเท่านั้น ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับตัวหัวชาร์จประเภท CCS Type 1 เลย

AC Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 32A / 250V

  • AC Type 2 (IEC 62196-2 )

ในประเทศไทยมักนิยมชาร์จด้วยหัวชาร์จประเภท AC Type 2 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ในไทยมักผลิตและรองรับหัวชาร์จไทป์ 2 เป็นหลัก จึงสามารถเห็นได้ว่า ตามตู้ชาร์จหรือสถานีชาร์จต่าง ๆ จำเป็นต้องมีหัวชาร์จแบบนีเป็นหลัก 

ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้และติดมากับรถยนต์ที่ผลิตและส่งตรงมาจากประเทศแถบยุโรปที่ใช้หัวชาร์จประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย มากกว่าประเทศแถบเอเชีย ด้วยขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และมีถึง 7 รูทำให้กำลังไฟของหัวชาร์จประเภทนี้มีเยอะว่าไทป์ 1 อย่างมาก

AC Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 70A / 250V สำหรับเฟสแรก

  63A / 480V สำหรับเฟสสาม

อย่างที่ได้ทราบกันไปเกี่ยวกับประเภทของหัวชาร์จแล้ว หัวชาร์จบางประเภทก็ไม่ได้รับความนิยมหรือถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งหัวชาร์จหลัก ๆ ที่สามารถพบเห็นและใช้งานในไทยอย่างแพร่หลายได้แก่ หัวชาร์จแบบ AC Type2(ชาร์จปกติ), CCS Type 2(ชาร์จแบบผสม) และCHAdeMo 

(ชาร์จเร็ว)

รถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่เราเรียก ๆ กันนั้น ไม่ได้รวมถึงแค่ตัว รถยนต์แบบ BEV เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงรถยนต์ที่มีการนำไฟฟ้ามาขับเคลื่อนร่วมกับน้ำมันอย่างตัว Hybrid และ Plug-in Hybrid ด้วย

แต่มีเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid และ BEV เท่านัน้ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ โดยจะอธิบายรายละเอียดรถยนต์สองประเภทนี้ให้ฟังโดยสังเขป

Plug-in Hybrid

รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่น้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยสามารถเลือกโหมดในการขับขี่ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภท Hybrid ทว่ารถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid จะเป็นการนำไฟฟ้าจากการชาร์จไฟจากข้างนอกมากักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และสร้างการขับเคลื่อนต่อไป 

ในขณะที่แบบHybrid คือการสร้างกระแสไฟฟ้าจากการเผาไหม้ของน้ำมันแล้วนำมาปั่นเป็นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีกที

Battery Electric Vehicle (BEV)

เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบ 100% ปราศจากการใช้น้ำมันและยกเอาตัวเครื่องยนต์สันดาปภายในออก รถยนต์คันนี้จึงถูกเรียกว่า Battery Electric Vehicle (BEV) กล่าวคือเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

จึงจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟฟ้าเพื่อกักเก็บไว้ในตัวแบตเตอรี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้ ก็คือรถยนต์ EV ที่เราเรียกและเห็นได้แพร่หลายในประเทศไทยนั้นเอง

สถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากเรื่องหัวชาร์จแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อคุณเป็นผู้ขับรถยนต์ EV คือสถานที่เติมไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ของคุณเต็มและพร้อมเดินทาง ในปัจจุบันนอกจากการชาร์จภายในบ้านแล้ว หลายสถานที่ภายในประเทศไทยก็ได้ติดตั้งตู้ชาร์จเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไว้บ้างแล้ว สถานที่ที่มีตู้ติดตั้งตัวชาร์จให้คุณขับเข้าไปชาร์จได้มีดังนี้

1.ห้างสรรพสินค้า

ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทยหลายเครือ เริ่มนำตู้ชาร์จไฟฟ้ามาติดตั้งเพื่อให้บริการสำหรับรถยนต์ EV โดยเฉพาะ อย่างเช่น เครือเซ็นทรัล ที่เริ่มให้มีตู้ในห้างใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งสามารถเช็กกับทางห้างได้อีกทีว่า สถานที่ที่คุณไปจะมีที่ชาร์จหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจ

2. สถานีอัดประจุไฟฟ้า ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA)

ภายในกรุงเทพมหานคร นอกจากสถานที่ชาร์จตามห้างสรรพสินค้าแล้วนั้น ยังมีจุดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงถึง 10 ที่ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ได้แก่ กฟน. สำนักงานใหญ่, เขตวัดเลียบ, เขตสามเสน, เขตบางขุนเทียน, เขตลาดกระบัง, เขตราษฎร์บูรณะ, เขตบางเขน, เขตบางใหญ่, กฟน.สมุทรปราการ และ กฟน. บางพูด

3.สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ EV ที่ให้บริการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปัจจุบันนั้นมีถึง 11 ที่ด้วยกัน โดยมีที่จังหวัดอยุธยา, นครปฐม, นครราชสีมา(ปากช่อง), ประจวบคีรีขันธ์(หัวหิน) และกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีแผนการพัฒนาจุดให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 จุดด้วยกัน

4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT)

ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานกลาง และโรงไฟฟ้าของกฟผ. จำนวน 23 สถานี แบ่งออกเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้าแบบปกติ(ชาร์จปกติ) 11 สถานี และแบบชาร์จเร็วอีก 12 สถานี

5.ปั๊มน้ำมันและสถานีให้บริการอัดประจุไฟฟ้า

นอกจากจุดชาร์จสถานีไฟฟ้าที่ตั้งมาโดยเฉพาะจากการไฟฟ้าแล้ว ทางด้านผู้นำเข้าน้ำมันอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่ ปตท.(PTT) และ บางจากก็ได้เริ่มโครงการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ EV แล้วด้วยเช่นกัน อย่างทางบางจากก็ได้เปิดบริการแล้ว 2 สถานี และในอนาคตยังมีแพลนที่จะขยายไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ตามเส้นทางหลักของประเทศไทย รวม 62 สถานีอีกด้วย

ส่วนทางปตท.(PTT) ก็ได้เปิดสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า รวม 14 แห่งทั่วประเทศ หรือ PTT EV STATION โดยมีจุดให้บริการดังต่อไปนี้ ปตท. วังน้อย อยุธยา, สระบุรี, สมุทรสาคร, คลองหลวง ปทุมธานี, พุทธมณฑล สาย 5 นครปฐม, สาขาโรงแยกก๊าซระยอง ระยอง, เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, ราษฎร์บูรณะ, ลาดพร้าว-วังหิน นวลจันทร์

6.EA Anywhere

เป็นบริษัทและโปรเจกต์ที่เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่อย่าง บริษัทปั๊มน้ำมัน Caltex, CP ALL, Bridgestone, A.C.T และ Robinson เพื่อที่สร้างสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากถึง 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานีชาร์จได้จากทางแอปพลิเคชันของ EA Anywhere เลย

7.ChargeNow 

ChargeNow นั้นให้บริการโดยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศยุโรปอย่าง BMW ที่ร่วมทุนกับ Central Group และ AP เพื่อสร้างจุดบริการชาร์จไฟฟ้าแก่รถยนต์ EV ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ สามารถเช็กจุดชาร์จได้จากทางเว็บไซต์ ChargeNow Thailand [http://chargenow-th.greenlots.com/

8.EQ 

เมื่อพูดถึงจุดชาร์จไฟฟ้าภายในห้างสรรพสินค้าไปแล้ว คงขาดไม่ได้เลยสำหรับการชาร์จไฟฟ้าภายในโรงแรม ทาง EQ ที่ให้บริการโดยบริษัท Mercedes-Benz ก็ได้ขยายจุดบริการชาร์จเช่นเดียวกัน โดยจะเน้นไปในด้านการจับมือคู่กับทางโรงแรมชื่อดังระดับประเทศอย่าง Mariott International, Minor Hotels และ Hilton 

ในปัจจุบันการขยายสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าของทาง EQ ได้เปิดบริการแล้วกว่า 63 จุดทั่วประเทศ สามารถหาข้อมูลจุดบริการชาร์จไฟฟ้าของ EQ ได้จากแอปพลิเคชัน EQ Ready ที่มีให้โหลดทั้งในระบบ IOS และ Android พร้อมรองรับและบริการผู้ใช้รถยนต์ EV อย่างแท้จริง

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์ EV ไม่ต้องรอช้าค่ะ เพราะตอนนี้ทั้งสถานีให้บริการการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ โรงแรม ก็พร้อมให้บริการเติมไฟฟ้าให้เต็มแบตเตอรี่ของคุณแล้ว 

แต่หากคุณไม่แน่ใจและลังเลใจที่จะซื้อรถยนต์ EV มือหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นรถยนต์ EV มือสองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีอันหนึ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะซื้อมาขายต่อได้ง่ายแล้ว ราคายังไม่ตกอีกด้วย ถ้าสนใจสามารถกดปุ่มด้านล่างเพื่อหารุ่นที่ถูกใจคุณได้แล้วตอนนี้!