Hamburger Icon
Search Icon
Search Close

ที่มาของสัญญาณไฟจราจร

Content Creator

สัญญาณไฟจราจรถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการจราจร ในฐานะของเครื่องบอกสัญญาณในการเคลื่อนที่และการหยุดของรถยนต์ แต่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า สัญญาณไฟจราจรมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องนี้กัน

จุดเริ่มต้นมาจากยุคอุตสาหกรรม

หลังจากการปฎิวัติอุตสหกรรมเมืองต่าง ๆ ในยุโรปมีประชากรเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้า และผู้คนอย่างมากมาย นำไปสู่อุบัติเหตุและความชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายบนท้องถนน  

ประกอบกันการมาถึงของรถยนต์และมอเตอร์ ทำให้การจราจรที่แน่นอยู่แล้ว วุ่นวายขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าในช่วงนั้น จะเดินทางไปยังที่แห่งใดก็ต้องเจอกับรถติดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลอนดอน (London) ในตอนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยรถในถนนมากมาย แต่ผู้คนกลับเดินทางด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งมีบุรุษคนหนึ่งได้นำปิ้งไอเดียด้วยการนำเอาสัญญาณไฟของรถไฟมาติดตั้งในท้องถนน คนนั้นคือ John Peake Knigh ผู้จัดการรถไฟและนักลงทุนของประเทศอังกฤษ และลอนดอนก็กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่มี สัญญาณจราจร

จากป้ายสู่สัญญาณไฟจราจร

ป้ายจราจรช่วงแรกจะไม่มีการบอกในรูปแบบของสัญญาณไฟ แต่จะใช้การขยับของป้ายเป็น “หยุด” และ “ไป” แทน โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Manual มากกว่าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผู้รับผิดชอบประจำถนนต่าง ๆ เพื่อให้การจราจรบนท้องถนนเป็นได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

แม้ว่าอังกฤษจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้สัญญาณจราจร แต่ประเทศแรกของโลกที่มีการใช้สัญญาณจราจรแบบไฟที่เราใช้กันในปัจจุบันคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่การมาถึงของวิธีการผลิตแบบใหม่จาก Ford Motor ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถใช้รถยนต์ในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งผังเมืองของประเทศยังมีการพัฒนาเพื่อรถยนต์มากกว่ารถม้าอีกด้วย

โดยสัญญาณไฟจราจรในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีเดียวกับอังกฤษคือ การเปลี่ยนสัญญาณแบบเปลี่ยนมือที่มีสัญลักษณ์เพียงสองอย่างคือ “ไป” และ “หยุด” ซึ่งคนที่จะเป็นคนเปลี่ยนจะเป็นตำรวจจราจรที่ประจำอยู่ในเมืองนั้น ๆ ก่อนที่จะมีสัญญาณจราจรแบบอัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เมืองชิคาโก (Chicago) แต่ก็ยังคงใช้รูปการเป็นป้ายบอกสัญลักษณ์ “ไป” และ “หยุด” เหมือนเดิม

จนกระทั่งปี 1917 จึงมีการใช้สัญญาณไฟจราจรไฟฟ้าครั้งแรกของโลกที่เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) โดยมีการใช้สัญลักษณ์เป็นสีแดงและสีเขียว เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่รถที่ขับความเร่งด่วนสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นและมีเวลาในการเตรียมตัว

สำหรับไฟสามสีในแบบปัจจุบันนั้นมีการใช้งานครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ (Detroit) โดยในตอนนั้นเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองหลักของอุตสาหรกรรมยานยนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในเมืองมีการจราจรคับคั่งทั้งรถยนต์ รถม้า เกวียนต่าง ๆ ทำให้ต้องมีการเพิ่มสัญลักษณ์กึ่งกลางและหว่าง สีแดงและสีเขียว คือการเพิ่มสีเหลืองเข้ามาเพื่อเพิ่มสัญญาณเตือนกับผู้ใช้งานในท้องถนนมากขึ้น และเป็นการลดอุบัติเหตุอีกด้วย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสัญลักษณ์สัญญาณไฟจราจรแบบสามสีนี้ ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สัญญาณไฟจราจรทำไมต้องเป็นสามสีนี้ 

อย่างที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ว่าสัญญาณไฟจราจรได้แบ่งออกเป็นสามสีดังต่อไปนี้

สีแดง 

หมายถึงการหยุด ไม่ว่าคุณจะขี่รถมากี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตามเจอสีนี้คือต้องหยุด อย่าคิดจะได้ฝ่าไฟแดงเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอีกด้วย 

สีเหลือง 

หมายถึงการระวัง โดยในที่นี้หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเตรียมตัวในที่นี้หมายถึงว่าเตรียมตัวให้ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการระวัง โดยเฉพาะคนที่ขี่รถมาเร็ว ๆ ที่เมื่อเจอสีนี้ต้องเตรียมตัวหยุด

สีเขียว 

หมายถึงให้เราสามารถที่จะเร่งเครื่องออกรถได้เลย ถือว่าเป็นสีที่หลาย ๆ คนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายซิ่งทั้งหลาย 

อ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมสัญญาณไฟจราจร ถึงต้องเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียวสามสีนี้ ไม่เป็นสีอื่น เรื่องนี้ในทางของวิทยาศาสตร์นั้นระบุว่า สีแดงคือสีที่นัยน์ตาของเรามองเห็นได้ชัดที่สุด รองลงมาคือสีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ 

นอกจากนี้ในทางของจิตวิทยาสีต่าง ๆ ในสัญญาณไฟจราจร ยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย โดยสีแดงยังหมายถึงความอันตราย ความน่ากลัว ความฉุกเฉินอีกด้วย ในส่วนของสีเหลืองจะให้ความรู้สึกของสิ่งที่ต้องระวัง การเตรียมตัว และในส่วนของสีเขียวจะให้ความรู้สึกของธรรมชาติ การก้าวไปด้านหน้า เป็นต้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัญญาณไฟจราจร

ขนาดของไฟจราจร

หัวสัญญาณของไฟจราจร มีขนาดมาตรฐานที่ 200 ถึง 300 มิลิเมตร โดยทั้งสองจะมีตำแหน่งในการติดตั้งที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และประชากรที่ใช้ท้องถนน รวมไปถึงค่าเฉลี่ยของความเร็วของผู้ใช้รถใช้ถนนอีกด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหากว่าเห็นสัญญาณไฟจราจรไม่เหมือนกัน

การซ่อมบำรุงสัญญาณไฟจราจร

สัญญาณไฟจราจรจะมีการเช็คเพื่อซ่อมบำรุงในทุก ๆ เดือน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยหลังจากประเมินการซ่อมบำรุงแล้วจะเป็นส่วนของการซ่อมแซม ดังนั้นสัญญาณไฟจราจรของบ้านเราถือว่าอุ่นใจ

ฝ่าไฟแดงโดนปรับเท่าไหร่

หากใครที่คิดอยากจะฝ่าไฟแดงขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดี โดยอ้างอิงจากกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1000 บาท แต่หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ผู้ที่ฝ่าไฟแดงจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

สรุป

จะเห็นได้ว่าสัญญาณไฟจราจรนั้นมีที่มาที่น่าสนใจ รวมถึงสีต่าง ๆ ของสัญญาณไฟก็มีความหมายที่ดีในตัวอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษากฎหมายจราจร รวมถึงเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนน ก็ขอให้ทำตามสัญญาณไฟจราจรให้ดีครับผม

หากเพื่อน ๆ ชอบในเรื่องราวของรถ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวหรือบทความต่าง ๆ ก็สามารถติดตามได้ที่ Blog Kaidee ที่นี่เรารวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องรถไว้อย่างครบครัน พร้อมกับสาระน่ารู้คุณภาพเยี่ยม ให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างสนุกสนาน 

หรือหากเพื่อน ๆ อยากจะซื้อขายสินค้าก็ขอแนะนำ Kaidee.com ตลาดขายสินค้าขนาดใหญ่ ที่นี่เรามีทุกอย่างที่คุณต้องการ ซื้อตรงจากผู้ขาย รองรับการใช้งานทั้งในเว็บและมือถือ สนใจก็ดาวน์โหลดเลย

อ้างอิง

Idrivesafely.com

grabdriverth.com/gb-article/traffic-light

creativetalklive.com/color-psychology/