เสริมห้องสวยด้วยการปูพื้นลามิเนต

Property Specialist

เสริมห้องสวยด้วยการปูพื้นลามิเนต

การปูพื้นลามิเนต (Laminate Flooring) เป็นหนึ่งวัสดุปูพื้นยอดนิยม เนื่องจากให้ฟิลลิ่งเสมือนเดินอยู่บนพื้นไม้จริงๆ ในขณะที่ราคาถูกกว่าไม้จริงหลายเท่า อีกทั้งยังมีความแข็งแรงด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ปรับปรุงจนมีคุณภาพดีทนทานต่อการใช้งาน และติดตั้งได้ง่าย จึงทำให้หลายๆ คนเลือกใช้ รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดด้วย

ส่วนประกอบของไม้พื้นลามิเนต 

คำว่า ‘ลามิเนต’ หมายถึงกระบวนกาารผลิตวัสดุโดยนำวัสดุต่างๆ (อาจเหมือนหรือต่างชนิดกัน) มาซ้อนเป็นชั้นๆ แล้วอัดประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุใหม่ ซึ่งพื้นลามิเนตที่ใช้ปูกันอยู่ทุกวันนี้มีส่วนประกอบ 4 ชั้นหลักๆ ไล่จากบนสุดจนถึงล่างสุด ดังนี้ 

ภาพจาก https://equewood.com.my/

ชั้นเคลือบผิว (Overlay) เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของพื้นลามิเนต ทำหน้าที่ปกป้องพื้นผิวด้านหน้าไม่ให้เป็นรอยขีดข่วนง่าย และปกป้องไม่ให้ลวดลายหรือเนื้อไม้ที่อยู่ในชั้นถัดไปได้รับความเสียหายง่าย

ชั้นผิวลายไม้ตกแต่ง (Decorative Layer) เนื่องจากวัสดุที่เป็นแกนหลักของไม้พื้นลามิเนตไม่มีลวดลายใดๆ จึงต้องเพิ่มชั้นที่เป็นลวดลายไม้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสวยงาม และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้งานตกแต่งภายในมีสไตล์หลากหลายยิ่งขึ้น

ชั้นแกนหลัก (Core Board) วัสดุที่ใช้ทำชั้นแกนหลักคือแผ่น HDF (High Density Fiberboard) ซึ่งเป็นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่มีความหนาแน่นสูง ผลิตจากเส้นใยไม้ผสมกาวและสารเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ นำมาบีบอัดเข้าด้วยกันผ่านความร้อนและแรงดันสูงจนเป็นแผ่นไม้ที่มีความแข็งแรง

ชั้นแผ่นรองพื้น (Backing Layer) ชั้นล่างสุดของพื้นลามิเนตทำหน้าป้องกันความชื้นจากพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งไม่ให้เข้าสู่แผ่นไม้ HDF โดยตรง ทำให้พื้นไม้ลามิเนตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น 

เคล็ดลับการเลือกซื้อ ก่อนปูพื้นลามิเนต 

หากมองพื้นลามิเนตที่โชว์อยู่ตามร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพียงผิวเผิน เราอาจเห็นความแตกต่างของพื้นไม้แต่ละชิ้นผ่านลวดลายและสีสันเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วไม้พื้นลามิเนตแต่ละชิ้นยังมีรายละเอียดที่เราต้องพิจารณาเลือกซื้อเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ปลอดภัย และคุ้มค่า ดังนี้ 

ความหนาของไม้พื้นลามิเนต 

ไม้พื้นลามิเนตที่ขายอยู่ทั่วไปมี 2 ขนาดความหนา คือ 8 และ 12 มิลลิเมตร ซึ่งหากเราปูพื้นลามิเนตในห้องนอน หรือพื้นที่ที่มีการสัญจรน้อย การเลือกใช้พื้นลามิเนตหนา 8 มิลลิเมตรก็เพียงพอแล้ว แต่หากเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่มีคนใช้งานจำนวนมาก เช่น ออฟฟิศหรือห้องนั่งเล่น เราควรเลือกไม้พื้นลามิเนตหนา 12 มิลลิเมตร เนื่องจากมีความแข็งแรงมากกว่า แต่ราคาก็จะสูงกว่าด้วยเช่นกัน  

ระดับความคงทนของผิวหน้าพื้นไม้ (AC Rating)

การผลิตไม้พื้นลามิเนตมาตรฐานต้องมีการทดสอบความทนทาน หรือ AC Rating เป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการเลือกซื้อพื้นลามิเนต เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าพื้นลามิเนตนั้นๆ มีความทนทานแค่ไหน และเหมาะกับการใช้งานแบบใด โดย AC Rating มีค่าตั้งแต่  AC1 ถึง AC 5 ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดี หากจะใช้พื้นลามิเนตสำหรับภาคครัวเรือนที่อยู่อาศัย เราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ระดับ AC1 – AC3

ระดับฟอร์มัลดีไฮด์

เนื่องจากวัสดุหลักที่ใช้ผลิตไม้พื้นลามิเนตคือแผ่นไม้ HDF ซึ่งมีส่วนผสมของกาวหรือสารเคมีสังเคราะห์ประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ที่มีโอกาสระเหยออกมาจากไม้ และหากผู้ใช้งานสัมผัสเข้าก็จะมีอาการระคายเคืองผิว แสบจมูก หรืออาจอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็งเลยก็ได้ ดังนั้นจึงมีการควบคุมปริมาณการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ Formaldehyde Emission กำหนดเป็นมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลก และแบ่งเกรดไม้ออกเป็น E2 E1 E0 และ Super E0 ไล่เรียงตั้งแต่ความปลอดภัยระดับทั่วไป (E2) จนถึงไม่ก่ออันตรายต่อผู้บริโภค (Super E0) ซึ่งหากใครให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษก็อาจมองหาพื้นลามิเนตที่มีระดับฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำอย่าง E0 หรือ Super E0 ได้   

รูปแบบการปูพื้นลามิเนต

พอทราบข้อมูลพื้นฐานของไม้พื้นลามิเนตกันแล้ว ก่อนที่จะเริ่มติดตั้งพื้นลามิเนต เรายังต้องมาทำความรู้จักกับรูปแบบการปูพื้นลามิเนตหรือแพทเทิร์นการเรียงไม้แต่ละแผ่น ซึ่งไม่เพียงทำให้ห้องนั้นดูสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนไม้ที่ต้องซื้อด้วย โดยมี 3 รูปแบบสำคัญ  

ปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลาง

มีลักษณะคล้ายการก่ออิฐ กล่าวคือแถวที่อยู่ถัดไปจะต้องวางให้สับหว่างกัน และจำเป็นต้องดูแนวรอยต่อของหัวและท้ายไม้แต่ละแถวให้ตรงกัน เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบสวยงาม สำหรับการปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลางนั้นมีโอกาสเสียเศษปลายไม้ค่อนข้างมาก จึงต้องคำนวณไม้เผื่อเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8-10%

ปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันได

การปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันไดจะใช้การวางไม้แต่ละแถวเหลื่อมกันในอัตราส่วน 1/3 ของแผ่น และไหลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนสุดขอบห้อง แพทเทิร์นการติดตั้งแบบนี้จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและไม่แข็งกระด้าง การปูลักษณะนี้สามารถลดปริมาณแผ่นไม้สำรองได้มากกว่าการปูแบบกึ่งกลาง หรือประมาณ 6-8% 

ปูพื้นลามิเนตแบบไหลต่อเนื่อง

หากต้องการประหยัดจำนวนไม้พื้นลามิเนตที่ต้องซื้อ การเลือกเรียงไม้ด้วยรูปแบบไหลต่อเนื่องนับว่าตอบโจทย์ เพราะสามารถปูพื้นลามิเนตได้อิสระตามความยาวของแผ่นไม้ โดยมีข้อแม้เพียงว่าต้องให้ไม้ที่อยู่ติดขอบผนังห้องยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับจำนวนพื้นลามิเนตที่ต้องซื้อเผื่อคือ 4-6% เท่านั้น

ขั้นตอนการปูพื้นลามิเนต

ไม้พื้นลามิเนตปัจจุบันมักติดตั้งด้วยระบบ Click-Lock ทำให้การต่อไม้แต่ละชิ้นทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งวัสดุยึดติดใดๆ และนั่นทำให้คนทั่วไปก็สามารถปูพื้นลามิเนตด้วยตนเองผ่าน 4 สเต็ปง่ายๆ 

ขั้นตอนที่ 1 เช็คความเรียบร้อยของพื้นที่

ก่อนปูพื้นลามิเนต เราควรกวาดสิ่งสกปรกและฝุ่นออกไปให้หมดก่อน จากนั้นจึงสำรวจพื้นผิวว่ามีความเรียบเสมอกันหรือมีระดับพื้นสูง-ต่ำ ± ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร โดยไม้พื้นลามิเนตนั้นสามารถปูบนพื้นคอนกรีต หรือทับพื้นเดิม (เช่น พื้นกระเบื้อง) ได้เลย 

ขั้นตอนที่ 2 ปูแผ่นรอง

ทำการปูแผ่นโฟม PE หรือแผ่นยางซับเสียง EVA ให้ทั่วพื้นที่ที่จะปูพื้นลามิเนต โดยใช้เทปกาวยึดแต่ละแผ่น และต้องพยายามวางแผ่นโฟมไม่ให้เหลื่อมกันเพื่อเวลาปูพื้นลามิเนตแล้วจะได้เรียบเสมอกันทั้งห้อง แผ่นโฟมนี้จะช่วยป้องกันความชื้นจากพื้นผิวด้านล่าง และลดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเดินบนพื้นไม้ 

ขั้นตอนที่ 3 ปูพื้นลามิเนต

การปูพื้นลามิเนตควรเริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง โดยวางเว้นระยะห่างจากผนังทุกด้านประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แล้วจึงเรียงไม้ที่เหลือจนเต็มพื้นที่ การเว้นระยะว่างนั้นก็เพื่อรองรับการขยายตัวตามธรรมชาติของไม้เมื่อสัมผัสความชื้น จะได้ไม่เกิดปัญหาพื้นไม้เบียดดันจนกระเดิดขึ้นมา ในระหว่างปูพื้นลามิเนตต่อกันด้วยระบบ Click Lock เราสามารถใช้ค้อนยางทุบเพื่อให้แผ่นไม้พื้นแนบสนิทกัน  

ขั้นตอนที่ 4 เก็บรายละเอียดติดไม้บัวเชิง

ขั้นตอนสุดท้ายของการปูพื้นลามิเนตคือปิดช่องว่างระหว่างไม้พื้นกับผนังด้วยไม้บัวล่าง โดยใช้ตะปูกาวหรือซิลิโคนช่วยยึดติด รวมถึงติดตั้งตัวจบสำหรับพื้นที่เปิดอย่างประตูหรือขอบบันไดด้วย 

สรุปการปูพื้นลามิเนตช่วยเนรมิตห้องสวย

การปูพื้นลามิเนตเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยเนรมิตห้องให้สวย ได้อารมณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีตัวเลือกของพื้นลามิเนตให้ต้องพิจารณามากกว่าแค่สีสันและลวดลาย เพื่อจะได้นำมาใช้งานได้เหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า ส่วนการติดตั้งนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงรูปแบบการปูพื้นลามิเนตด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนของที่ต้องซื้อเพื่อจะได้ล็อตสินค้าที่มีสีและลายใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยเสริมให้ห้องดูสวยงาม น่าอยู่ และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน