สรุปบทความ

“ฮอนด้า” ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่นก็ได้ทำการเปิดตัว “New Honda X-ADV 2021” พร้อมปรับโฉมใหม่ด้วยการอัปเดตดีไซน์เพิ่มเติมบางส่วน และเสริมเทคโนโลยีใหม่ในการขับขี่เข้าไปหลายจุด ผสมผสานการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นสายลุยที่รักการผจญภัยก็พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ เรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่ครองใจของใครหลายคน

New Honda X-ADV 2021 รถมอเตอร์ไซค์ SUV รุ่นใหม่ อัปเกรดจัดเต็มยกชุด

Content Creator
สรุปบทความ

“ฮอนด้า” ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่นก็ได้ทำการเปิดตัว “New Honda X-ADV 2021” พร้อมปรับโฉมใหม่ด้วยการอัปเดตดีไซน์เพิ่มเติมบางส่วน และเสริมเทคโนโลยีใหม่ในการขับขี่เข้าไปหลายจุด ผสมผสานการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นสายลุยที่รักการผจญภัยก็พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ เรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่ครองใจของใครหลายคน

หลังจากที่ปี 2016 ฮอนด้าได้เปิดตัว X-ADV รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กสกู๊ตเตอร์สายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นสายลุยที่รักการผจญภัยก็พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ เรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่ครองใจของใครหลายคน

และล่าสุดทาง “ฮอนด้า” ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่นก็ได้ทำการเปิดตัว “New Honda X-ADV 2021” ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมปรับโฉมใหม่ด้วยการอัปเดตดีไซน์เพิ่มเติมบางส่วน และเสริมเทคโนโลยีใหม่ในการขับขี่เข้าไปหลายจุดเช่นเดียวกัน วันนี้เราจะพามาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เพิ่มเติมจากรุ่นก่อนและอัปเกรดอะไรบ้าง มาหาคำตอบพร้อมๆ กันในบทความนี้ได้เลย 

ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ ขนาด 750 ซีซี ขับเคลื่อนด้วย DCT

New Honda X-ADV 2021 มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ ขนาด 745 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยให้พละกำลังสูงสุดที่ 57.8 แรงม้า ที่ 6,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 69 นิวตันเมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที และถูกปรับปรุงให้มีขนาดกะทัดรัดที่มีน้ำหนักลดลงมาจากเดิมถึง 2 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลดีที่ทางวิศวกรของฮอนด้าได้พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องของวาล์วไทม์มิ่ง และไอเสีย ที่ได้ออกแบบให้มีช่วงชักยาวและออกแบบห้องเผาไหม้ใหม่ รวมถึงข้อเหวี่ยงแบบมวลเฉื่อยสูงทำให้ได้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ อีกทั้งยังออกแบบให้มีการใช้ชิ้นส่วนให้น้อยที่สุด โดยแต่ละชิ้นส่วนจะสามารถทำงานได้มากกว่า 1 หน้าที่ เหตุนี้จึงทำให้เครื่องยนต์ใหม่มีน้ำหนักที่เบาลง

นอกจากระบบ DCT หรือระบบ Dual Clutch Transmission ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้ง่ายขึ้นแล้ว ฮอนด้ายังได้ใส่ระบบที่สร้างความหลากหลายในการขับขี่ได้มากกว่าเดิมกับโหมดการขับขี่ 5 โหมด ได้แก่ Standard, Sport, Rain, Gravel และ User Mode

  • Standard – ให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่สมดุลทั้งพละกำลัง Engine เบรก HSTC และระบบ ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุด
  • Sport – ให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ และ Engine เบรกที่ดุดัน HSTC ทำงานในระดับต่ำ ส่วน ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุด
  • Rain – การตอบสนองของเครื่องยนต์ และ Engine เบรกทำงานในระดับต่ำ ส่วน HSTC และ ABS พร้อมทำงานในระดับสูงสุด
  • Gravel – ให้พละกำลัง และ Engine เบรกสูงสุดแต่ HSTC และ ABS จะทำงานในระดับต่ำ

และอีกหนึ่งโหมดพิเศษคือ User Mode ที่จะทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งค่าได้ตามความต้องการของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นระดับการทำงานของระบบ Traction Control และ ABS ซึ่งสามารถปรับระดับเลือกการทำงานของระบบต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมของสภาพเส้นทางที่มีความเหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง Honda Africa Twin 1100 

Honda Selectable Torque Control ทำงานได้นุ่มนวล และควบคุมได้มั่นใจกว่าเดิม โดยสามารถปรับได้ 3 ระดับและเลือกปิดได้ตามต้องการ

  • ระดับ 1 ยอมให้ล้อหลังปั่น สำหรับทางฝุ่นหรือทางดิน
  • ระดับ 2 ให้ความมั่นใจสำหรับรูปแบบการขับขี่ทั่วไป
  • ระดับ 3 ให้ความปลอดภัยสูงสุดบนทางเปียก

รูปแบบของการทำงานระบบ DCT ผ่านคันเร่งไฟฟ้าจะมี 5 รูปแบบ ดังนี้

  • Level 1 – ให้ความสบายนุ่มนวล เปลี่ยนเกียร์ในรอบต่ำ เหมาะสำหรับใช้ในโหมด Rain
  • Level 2 – ให้การทำงานแบบสบายๆ ด้วยค่าระดับกลาง ใช้ในโหมด Standard
  • Level 3 – ใช้ทำงานระหว่างโหมด Standard และ Sport
  • Level 4 – ลากเกียร์ในรอบสูง ตบเกียร์ลงเร็วเพื่อเรียก Engine เบรก ใช้ในโหมด Sport
  • Level 5 – ปุ่ม G-Mode ถูกรวมมาเป็น G Shift Pattern ให้ความสนุกในการขับขี่ทางกรวด เพิ่มการยึดเกาะ และควบคุมการสไลด์ได้อย่างมั่นใจ ใช้ในโหมด Gravel

ยกระดับการดีไซน์ที่หล่อขึ้นกว่าเดิม

มาในเรื่องของการออกแบบภายนอกกันบ้างที่ได้มีการปรับรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว สวยคมมากกว่าเดิม โดยส่วนหน้ากากรถใช้ไฟหน้าและไฟ DRL แบบ LED มีไฟ Day Time Running ที่ดีไซน์ใหม่โคมไฟหน้า LED แบบคู่ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน Africa Twin 1100 แฟริ่งแบบใหม่ที่ดีไซน์ให้มีเส้นสายดูดุดันและเฉียบคมมากกว่าเดิม ส่วนของชิลด์บังลมที่มีการพัฒนาให้สามารถป้องกันลมในขณะขับขี่ได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถปรับได้ 5 ระดับ ด้วยการใช้มือเปล่าโดยที่ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกสบายสุดๆ

เบาะนั่งที่ถูกปรับรูปทรงแบบใหม่เพื่อให้เวลาที่ขึ้นรถหรือยืน เท้าจะสามารถเหยียบถึงพื้นได้ง่ายขึ้น ช่องเก็บของใต้เบาะที่ได้รับการเพิ่มขนาดความจุมากขึ้นถึง 22 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้จำนวน 1 ใบ และยังมีพอร์ต USB สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย ด้านในยังมีไฟ LED ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการหาของใต้เบาะตอนกลางคืน และน้ำหนักโดยรวมของตัวรถที่เบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 3 กิโลกรัม

โดย New Honda X-ADV 2021 มีสีใหม่เพิ่มขึ้นมา 1 สี คือ สีแดง Grand Prix Red และยังคงมีสีเดิมไว้ 3 สีด้วยกันคือ สีดำ Graphite Black, สีเงินเมทัลลิก Matte Beta Silver Metallic และสีเทา Pearl Mud Grey

ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีสุดโดดเด่น

New Honda X-ADV 2021 ยังมาพร้อมเทคโนโลยีสุดโดดเด่น ตั้งแต่หน้าจอเรือนไมล์แบบจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบ Honda Smartphone Voice Control รองรับระบบนำทางในขณะขับขี่ สามารถสั่งโทร อ่านข้อความ และเล่นเพลงได้ มีการปรับตำแหน่งของเบรกมือที่จากเดิมอยู่ตรงด้านขวาล่างของแฟริ่ง ที่รุ่นนี้ได้ย้ายมาอยู่บนแฮนด์บาร์ด้านขวา ทำให้สามารถใช้ช่องใส่ถุงมือด้านหน้าได้สะดวกขึ้น ตัวรถยังติดตั้งขาตั้งเซ็นเซอร์วัดมุมเอียงที่ช่วยให้สามารถจอดรถบนทางชันได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ารถจะไหลและล้มลง

ทางฮอนด้ายังเลือกใช้ระบบสมาร์ทคีย์ในรูปแบบเดียวกัน Forza 750 ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายที่สามารถปลดล็อกรถ สตาร์ทรถ เปิดฝาถังน้ำมัน และเปิดเบาะได้โดยที่ไม่ต้องใช้กุญแจเสียบ นอกจากนี้ยังมีระบบตามหารถที่จะแสดงไฟกระพริบทำให้สามารถเห็นรถของเราเองได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันในเรื่องของความปลอดภัยที่มีระบบไฟ ESS หรือ Emergency Stop Signal ที่จะคอยกระพริบในขณะที่เบรกรถกะทันหัน รวมถึงไฟเลี้ยวยังมีระบบยกเลิกอัตโนมัติจากการวัดความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังอีกด้วย

ช่วงล่างใหม่

โดยในรุ่นนี้ทางฮอนด้าเลือกใช้เฟรมแบบท่อเหล็กไดมอนด์ที่ถูกออกแบบใหม่ให้มีความหนาและบางแตกต่างกันในแต่ละจุด จึงส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาแต่ยังคงความแข็งแรงไว้ได้เป็นอย่างดี ที่เห็นได้จากน้ำหนักตัวรถที่เบากว่ารุ่นเดิม และช่องเก็บของใต้เบาะที่สามารถจุของได้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนมิติของตัวรถใหม่ เพื่อให้สามารถขับขี่ภายในเมืองที่มีการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างสบาย โดยที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการขับขี่ที่ยากลำบากเท่าไรนัก แต่ยังเหมาะสมด้วยซ้ำกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โช๊คหน้าหัวกลับขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช๊คเดี่ยวปรับสปริงพรีโหลดได้ ส่วนล้อหน้าขนาด 17 นิ้ว และล้อหลังขนาด 15 นิ้ว เป็นล้อซี่ลวด ยางไซส์ 120 และ 160 ตามลำดับ และระบบเบรกดิสก์หน้าเบรกคู่ขนาด 296 ม.ม. ด้านหลังดิสก์เบรกเดี่ยวที่มาพร้อมระบบเบรก ABS ที่จะช่วยป้องกันล้อล็อกที่ให้คุณสามารถขับขี่ในทุกเส้นทางได้อย่างไร้กังวล

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่อ่านจบแล้วเราเชื่อว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งรุ่นที่ต้องถูกใจสาวกสองล้อสายลุยกันอย่างแน่นอน ซึ่งต้องบอกเลยว่าทางฮอนด้าได้ทำการตีตลาดรถรุ่นนี้เข้าประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ และเราต้องมาลุ้นพร้อมกันว่าจะประกาศราคาขายอยู่ที่ประมาณเท่าไร ยังไงก็อย่าลืมติดตามรอดูการประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงข่าวสารการอัปเดตเรื่องรถได้ที่ Kaidee