เคล็ดลับขายของออนไลน์ยังไงให้รวยเละ

Content Creator

เคล็ดลับขายของออนไลน์ยังไงให้รวยเละ

สรุปบทความ

ในปัจจุบัน ผู้คนหันมาทำธุรกิจขายของออนไลน์มากขึ้น แต่มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ วันนี้เราจะมาดูเทคนิคการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงการทำการตลาดกัน รับรอง อ่านจบก็เริ่มขายได้เลย มาดูกันว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

เกือบจะสองปีแล้วที่เราใช้ชีวิตกับโรคระบาดโควิด-19 ที่ไม่มีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ไม่เพียงแต่โรคนี้ ทำลายทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และพรากชีวิตไปมากมาย แน่นอนว่าการระบาดของโรคโควิด ยังส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของใครหลายคนอีกด้วย

จึงไม่แปลก ที่ในปัจจุบันผู้คนได้หันมาประกอบอาชีพ ขายของออนไลน์ มากขึ้น

การขายของออนไลน์นั้น เป็นที่นิยมมาก่อนการระบาดของโรคโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะโรคตัวร้ายนี้เอง ทำให้ผู้คนตกงาน และหันมาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ‘E-Market’ กันมากขึ้น จากข้อมูลของ Priceza เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวการขายของออนไลน์ในไทย ได้ระบุว่า ในปี 2020 ที่ผ่านมา ตลาด e-commerce ของไทยพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 35% จากปี 2019 เลยทีเดียว 

ซึ่งในตอนนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ใครๆ ก็ขายของออนไลน์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำเป็นงานประจำ หรือทำแค่หารายได้เสริม แต่แล้วอะไรกัน ที่ทำให้ผู้คนเลือกที่จะเสี่ยงกับการขายของออนไลน์ ผลดีและความเสี่ยงของมันมีอะไรบ้าง แล้วมีวิธีไหนที่เราจะขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย วันนี้ Kaidee ได้รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาฝากค่ะ

อยากลองขายของออนไลน์ เริ่มต้นยังไงดี ?

หลายคนคิดว่าการขายของออนไลน์ เป็นเรื่องง่าย เพราะเราไม่ต้องลงทุน ตั้งหน้าร้าน หรือเช่าพื้นที่ในราคาแสนแพงอีกต่อไป แค่เปิดแอปพลิเคชันในมือถือ เท่านี้ก็มีธุรกิจ สามารถขายของออนไลน์ได้แล้ว

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดค่ะ การขายสินค้าออนไลน์ถ้าเริ่มอย่างถูกวิธี และรู้จักการทำการตลาดอย่างชาญฉลาดแล้วล่ะก็ การขายของออนไลน์สามารถสร้างกำไรให้เราได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว
แต่ในทางกลับกันถ้า ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ผิดหมดทั้งแถว เช่นกัน เพราะฉะนั้น ควรศึกษาให้ดีก่อนเริ่มธุรกิจนะคะ

1. เลือก ‘สินค้า’

สิ่งที่ยากที่สุด ไม่ใช่แค่กับเรื่องการขายของออนไลน์ แต่กับทุกๆ สิ่งในชีวิต นั่นก็คือ ‘การเริ่มต้น’  

ก่อนที่เราจะขายสินค้าออนไลน์นั้น แน่นอนว่าเราจะต้องมีสินค้า … แล้ว “เราจะขายอะไรดี”สินค้านี้ จะทำกำไรให้ได้ไหม” แล้ว “ขายอันนี้ จะมีคู่แข่งเยอะไหม” 

ใจเย็นๆ นะคะ เรามาดูประเภทของสินค้า ที่มือใหม่หัดขาย สามารถขายได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์กันเลย

สินค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาด

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การค้าขายสินค้าออนไลน์ชะลอตัวลง คือการขายของที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ดังนั้นเราควรศึกษาให้มั่นใจว่า ของที่เลือกขายนั้น เป็นที่ต้องการของคนหมู่มาก 

และจะยิ่งดีไปอีก ถ้าสินค้าสามารถตอบสนองให้แก่ลูกค้า ทุกเพศและทุกวัย 

ตัวอย่างสินค้า:  เคสโทรศัพท์, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (เช่น พาวเวอร์แบงค์), ขนม, สายคล้องหน้ากากอนามัย, เครื่องสำอาง, เสื้อผ้า หรือ รองเท้า เป็นต้น

สินค้าที่มีน้ำหนักเบา

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มขายของออนไลน์ด้วยสินค้าที่มีน้ำหนักเบา เพื่อลดต้นทุนค่าจัดส่งของไปยังปลายทาง (Shipping) เพื่อให้ได้กำไรให้ได้มากที่สุดก่อน จึงเริ่มขายสินค้าที่มีน้ำหนักมากขึ้น 

ตัวอย่างสินค้า: เครื่องประดับ, ถุงเท้า, เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง หรือ สติกเกอร์ เป็นต้น 

สินค้าแฮนด์เมด (Handmade)

แม้ว่าการขายของออนไลน์ด้วยสินค้าแฮนด์เมด จะค่อนข้างใช้เวลา เนื่องจากเราลงมือทำสินค้านั้นขึ้นมาเอง แต่การขายของแฮนด์เมดจะช่วยลดต้นทุนได้ดี 

นอกจากนี้ สินค้าแฮนด์เมด มักจะมีคุณภาพดีกว่าสินค้ารับส่งทั่วไป จึงเป็นโอกาสดี ที่เราสามารถเพิ่มราคาของสินค้าที่ลงขายนั่นเอง

ตัวอย่างสินค้า: กำไลข้อมือ, ภาพวาด, แหวนโพลลิเมอร์, เคสโทรศัพท์ หรือ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

สินค้าที่มีคู่แข่งน้อย

การเลือกสินค้าที่มีคู่แข่งน้อย ต้องยอมรับก่อนว่า อาจจะมีอุปสรรคมากมาย เช่น สินค้าอาจจะเป็นที่ต้องการสำหรับคนบางกลุ่ม, ต้นทุนมักจะสูง และผลตอบแน่ไม่แน่นอน

แต่ข้อดีของการขายของออนไลน์ที่มีคู่ค้าน้อยรายนั้น คือโอกาสที่ร้านจะดังค่ะ 

ตัวอย่างสินค้า: ของวินเทจ, ของมือสอง, สินค้าพรีออเดอร์, สินค้าสำหรับเพศทางเลือก  หรือ ขนม/อาหารคลีน เป็นต้น

2. ช่องทางการขายของออนไลน์

ช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่องทาง ซึ่งผู้ขายสามารถเลือกช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการขายของออนไลน์ หรือจะใช้ทั้ง 3 ช่องทางเลยก็ได้ 

ขายของออนไลน์ผ่าน Social Media (40%)

การขายสินค้าออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย จะทำผ่านแพลตฟอร์มที่เรารู้จักกันดีอย่างเช่น Facebook, Instagram, Twitter และ Line เป็นต้น 

ข้อดีคือ ผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้ากันได้โดยตรง อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียทั้งหลาย ต่างมีฟังก์ชัน ‘ขายของ’ เพิ่มเข้ามา เพื่อความสะดวก และง่ายต่อการขายสินค้าออนไลน์อีกด้วย

ขายของออนไลน์ผ่าน E-Marketplace (35%)

การขายสินค้าออนไลน์ผ่าน E-Marketplace คือการนำเอาสินค้าไปวางขายในตลาดสินค้าออนไลน์รายใหญ่ อย่างเช่น Shopee, Lazada, JD Central หรือ Kaidee (แหล่งซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ทุกประเภท ทั้งมือหนึ่ง และมือสอง)

การขายของออนไลน์ในพื้นที่นี้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำการตลาด หรือหาลูกค้าเอง อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการสร้างหน้าร้านออนไลน์เองอีกด้วย

– ขายของออนไลน์ผ่าน E-Tailer /Brand.com  (25%)

การขายของออนไลน์ในรูป E-Tailer คือการที่ร้านค้าปลีก ที่มีหน้าร้านของตัวเองอยู่แล้ว สร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเองขึ้นมาเอง โดยไม่ผ่าน Marketplace กลางใดๆ 

ข้อดีคือ เมื่อขายสินค้าได้ จะไม่โดนหักค่าคอมมิชชันให้แก่แพลตฟอร์ม Marketplace ส่วนกลาง 

และการมีร้านค้าออนไลน์ (.com) เป็นของตัวเอง ยังเป็นอีกวิธีที่จะช่วยเพิ่มอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้ดี เนื่องจากผู้ขายมีอิสระในการตกแต่งร้านค้าออนไลน์ ให้เขากับภาพลักษณ์ของแบรนด์นั่นเอง

3. เทคนิคการถ่ายรูปสินค้าให้ปัง

fixipixi

รูปถ่ายของสินค้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์ เนื่องจากลูกค้าไม่มีโอกาสได้เห็นสินค้า หรือทดลองสินค้าด้วยตัวเอง ดังนั้นภาพถ่ายของสินค้าจึงเป็นปัจจัยหลัก ประกอบการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้านั่นเอง

ลงทุนกับกล้องคุณภาพดี

สิ่งหนึ่งที่ผู้ขายควรจะลงทุน เมื่อทำธุรกิจขายของออนไลน์คือ กล้องถ่ายรูปคุณภาพดี 
เช่น กล้องดิจิตอล ประเภท DSLR หรือ Mirrorless เพราะกล้องทั้งสองแบบนี้ ถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายรูปโดยเฉพาะ ดังนั้น ภาพจะออกมาคมชัด สวยงามกว่าการใช้กล้องมือถือ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาแต่งรูปในโฟโต้ช้อปให้วุ่นวาย

กล้องถ่ายรูปดิจิตอลแนะนำ ได้แก่ 

  • Canon EOS M200
  • Olympus OM-D E-M10 Mark II
  • Nikon D3500I

เลือกสถานที่ให้เหมาะสม

พื้นหลังของสินค้า ควรโปร่ง โล่ง ไม่มีข้าวของรกรุงรัง ทั้งนี้เพื่อลดการโฟกัสของสายตาลูกค้าที่สิ่งของอื่นๆ แทนการโฟกัสที่ตัวสินค้าที่เราตั้งใจจะขาย

หรือถ้าต้องการเพิ่มมิติของภาพ สามารถนำของตกแต่งเล็กๆ เข้ามาวางประกอบฉาก เช่น กระถางต้นไม้ 

หรือถ้าถ่ายสินค้าจากมุมสูง สามารถลองสินค้าด้วยผ้าขนฟู ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าดูมีราคามากขึ้น

แสงเป็นเรื่องสำคัญ

แสง เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้รูปออกมาดูดี ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ไฟได้จาก 2 แหล่ง คือ ไฟธรรมชาติ และไฟสตูดิโอ

ไม่ว่าจะเลือกใช้แสงไฟธรรมชาติหรือไฟประดิษฐ์ ทิศทางของแสงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะสามารถสร้างความแตกต่างของรูปได้ชัดเจน

  1. แสงจากด้านหน้า –  จะไม่ทำให้เกิดเงา ภาพที่ได้จะค่อนข้างแบน จึงเหมาะสำหรับการถ่ายสินค้าทรงเรียบหรือแบนราบ
  2. แสงจากด้านข้าง –  จะทำให้เกิดการตัดกันของแสงอย่างชัดเจน ระหว่างด้านที่มีแสงสว่างจัด กับด้านที่เป็นเงามืด เหมาะสำหรับถ่ายสินค้าที่ต้องการโชว์รายละเอียดงานผิวชัดเจน 
  3. แสงจากมุมเฉียง – จะทำให้เกิดการเบลนของแสงกับเงาอย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับถ่ายสินค้ารูปทรงกลม 
  4. แสงจากด้านหลัง – การส่องไฟมาจากด้านหลังของสินค้า เป็นเทคนิคการเน้นรูปทรงของสินค้า โดยใช้เงาของสินค้านั่นเอง

4. วางแผนการตลาดอย่างฉลาด

การทำการตลาดของการขายของออนไลน์ สามารถทำได้หลายวิธี แถมยังสามารถทำได้หลายช่องทางอีกด้วย 

วันนี้ขอแนะนำช่องทางการโปรโมทสินค้า ให้การขายของออนไลน์ของคุณ ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังการันตีกำไรแบบปังๆ มาดูกันเลย

รูปโปรไฟล์

แน่นอนว่าการขายของออนไลน์ ในบางครั้ง เราก็อยากใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป อย่างไรก็ตาม รูปที่ใช้เป็นรูปโปรไฟล์ ควรเป็นรูปที่มีความเป็น Professional สูง โดยมีโลโก้ร้านหรือชื่อร้านในรูป

ทั้งนี้เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของร้านขายของออนไลน์ของเรา ให้ดูเป็นร้าน Official มากขึ้น และสร้างมั่นใจให้แก่ลูกค้า เมื่อเข้ามาแวะชมสินค้าของเรา

ชื่อร้าน

เทคนิคการตั้งชื่อร้านขายของออนไลน์ ขอแนะนำให้ตั้งชื่อร้าน ที่คิดว่าสามารถเป็นร้านค้าในห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบายๆ เช่น ‘Lowtidethrift’, ‘Prettyfit’ หรือ ‘Secondhandcloth’ เป็นต้น

เนื่องจากชื่อเหล่านี้ ง่ายต่อการจำมากกว่าชื่อร้านที่มีเครื่องหมาย อย่าง “_” , “.” หรือ “-” นั่นเอง

สร้าง Bio ให้น่าเชื่อถือ

ในการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ถ้าเพื่อนๆ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการขายสินค้าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าข้อมูลของร้านทั้งหมดนั้น มักจะอยู่ Bio ค่ะ

ดังนั้นการใส่ข้อมูลใน Bio จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการขายของออนไลน์

ในพื้นที่ Bio ควรเลือกใส่เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น

เช่น รายละเอียดการส่งของ (ค่าส่งและวันส่ง), วันลงสินค้า, ขั้นตอนการสั่ง และแฮชแท็ก (#) ของร้าน (เพื่อให้ลูกค้า สามารถเข้าไปดูสินค้าอื่นๆ ของร้านได้ด้วย)

Live Stream

การขายของออนไลน์ผ่าน Live Stream หรือที่เรียกว่า Live Commerce เป็นวิธีการขายของออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่รวมการถ่ายวิดีโอแบบเรียลไทม์ (Live Stream) กับการขายของออนไลน์ (E-Commerce) เข้าด้วยกัน 

ข้อดีของการขายของออนไลน์ผ่านการไลฟ์ คือ ผู้ซื้อกับผู้ขาย สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง เช่น สอบถามไซส์ และวัตถุดิบจากผู้ขาย  ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้า 

นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถเพิ่มบุคลิกให้ร้านได้ ซึ่งถ้าผู้ขายมีอารมณ์ขัน หรือมีเรื่องราวสนุกๆ มาแชร์ในขณะ Live Stream ก็จะสามารถช่วยให้ลูกค้าเก่าติดตาม และดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว 

การรีวิวสินค้า

การรีวิวสินค้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขายสินค้าออนไลน์ 

โดยผู้ขายสามารถจ้างเน็ตไอดอล เพื่อรีวิวสินค้า แล้วให้เน็ตไอดอลท่านนั้น แท็ก (tag) ร้านของเรา จากรูปที่ลง 

หรือผู้ขายจะถ่ายเป็นวิดีโอสั้นๆ ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าชัดเจนมากขึ้นก็ได้ค่ะ

ขายของออนไลน์ จะว่าง่าย ก็ง่าย จะว่ายาก ก็ยาก

จริงอยู่ค่ะ ที่การขายของออนไลน์ง่ายกว่าการเปิดร้านค้าปลีก ผู้คนมากมายจึงหันมาทำธุรกิจขายของออนไลน์มากขึ้น แต่ก็มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ 

ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจรากฐาน และการตลาดของแหล่งออนไลน์อย่างละเอียด โอกาสในการทำธุรกิจขายของออนไลน์ระยะยาว คงเป็นไปได้ยาก


เราหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เริ่มต้นธุรกิจได้อย่างสดใส สำหรับคนไหนอยากเริ่มต้นทำธุรกิจขายของออนไลน์ ลอง เริ่มที่เว็บไซต์ Kaidee ดูไหมคะ เพียงแค่สมัครสมาชิกเท่านั้น คุณก็สามารถลงสินค้าขายได้เลย แถมเรายังมีฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้การทำธุรกิจออนไลน์ของคุณง่ายมากขึ้น แถมยังเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า ด้วยฟีเจอร์ยื่นขอคืนเงิน หากไม่ได้รับสินค้าอีกต่างหาก