โช๊คอัพทำหน้าที่อะไรในรถ และจะบำรุงรักษาอย่างไร

Content Creator

ใครที่เพิ่งซื้อรถยนต์มาใหม่ ๆ หรือคุณผู้หญิงที่อาจมีความรู้ในเรื่องโช๊คอัพไม่มากเท่าที่ควร อาจจะยังไม่ทราบว่าประโยชน์ของโช๊คอัพจริง ๆ แล้วมันช่วยอะไรบ้าง นอกจากที่จะทำให้รู้ของเรานั้นนิ่มเด้งรับไปกับสภาพถนน

บทความนี้จะมาบอกให้ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโช๊คอัพคืออะไร ใช้ทำอะไร อยู่ส่วนไหนของตัวรถยนต์ และรวมไปถึง จะทำอย่างไรให้โชีคอัพในรถของเรานั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

โช๊คอัพคืออะไรและทำหน้าที่อะไร

โช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญกับระบบช่วงล่าง ถูกติดตั้งอยู่บริเวณล้อรถยนต์ โดยที่จะมีอะไหล่ชิ้นหนึ่งเรียกว่า “ปีกนก” คอยเป็นตัวค้ำระหว่างตัวโช๊คอัพและตัวล้อให้เชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน หน้าตาของโช๊คอัพนั้นหลาย ๆ คนน่าจะเห็นและรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะหน้าตาเหมือนกับคดสปริงยืด-หดได้ โดยมีหน้าที่หลัก ๆ ดังต่อไปนี้

  1. คอยพยุงตัวรถเพื่อกันการยุบตัว

หากรถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพที่จะเข้ามาติดตั้งแล้วล่ะก็ รถนั้นจะมีอาการสั่นอย่างรุนแรง รวมไปถึงตัวรถยนต์จะยุบตัวทำให้ไม่สามารถขับขี่ได้

  1. คอยรับแรงสั่นสะเทือน

การที่มีโช๊คอัพอยู่นั้นจะช่วยในเรื่องของรองรับแรงกระแทกต่าง ๆ จะพื้นผิวของถนนที่ขรุขระได้ ทำให้รถยนต์นั้นนิ่งและนุ่มนวลมากที่สุด ในขณะที่เดินทางไปในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยหลักการทำงานนั้นคือ เมื่อมีแรงกดลงมา สปริงจะทำการยุบตัวลง และค่อยคืนสภาพเดิม

ประเภทของโช๊คอัพ

อะไหล่ต่าง ๆ ภายในรถยนต์นั้นได้มีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งโช๊คอัพก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีและเข้ากับรถยนต์แต่ละประเภท โดยโช๊คอัพนั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  1. โช๊คอัพระบบน้ำมัน

เป็นโช๊คอัพที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะที่โช๊คอัพแบบนี้กำลังทำงานนั้น น้ำมันไฮดรอลิคจะถูกนำเข้ามาผ่านวาล์วลูกสูบ ซึ่งเป็นเพียงการทำให้โช๊คอัพนั้นหนืดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยข้อเสียอย่างใหญ่หลวงของโช๊คอัพแบบระบบน้ำมันนั่นคือ เมื่อน้ำมันไฮดรอลิกที่อยู่ภายในนั้นเกิดฟองอากาศและแตกขึ้นมาแล้วล่ะก็ โช๊คอัพจะไม่สามารถทำงานได้ชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้รถยนต์นั้นสูญเสียการควบคุมและเกิดอุบัติเหตุได้

  1. โช๊คอัพระบบแก๊ส

เป็นโช๊คอัพระบบแก๊ส โดยใช้แก๊สไนโตรเจนทำงานร่วมกับน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อโช๊คอัพทำงาน ลูกสูบจะเคลื่อนตัวลงมาสู่ด้านล่างของกระบอกสูบทำให้น้ำมันไฮดรอลิดถูกสูบเข้าในส่วนบนและส่วนล่างของลูกสูบ หลังจากนั้นจึงอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ประเภท

  • Low-Pressure Gas Shock Absorber

โช๊คอัพแรงดันต่ำ โดยทีโช๊คอัพแบบนี้จะมีส่วนที่สำหรับน้ำมันไฮดรอลิคสำรองเอาไว้ โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 142-213 ปอนด์/ตารางนิ้ว

  • Hi-Pressure Gas Shock Absorber

โช๊คอัพแรงดันสูง ซึ่งจะแตกต่างจากแบบแรกเพียงเล็กน้อย นั่นก็คือโช๊คอัพแบบนี้นั้น จะไม่มีส่วนเป็นน้ำมันไฮดรอลิคสำรอง โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 284 – 427 ปอนด์/ตารางนิ้ว

วิธีดูแลรักษาโช๊คอัพควรทำอย่างไรบ้าง

อุปกรณ์และอะไหล่ทุกอย่างภายในรถยนต์นั้น ย่อมมีอายุการใช้งานที่ถูกจำกัดเอาไว้ โช๊คอัพก็เช่นเดียวกัน ซึ่งโช๊คอัพนั้นมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 100,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่การบำรุงดูแลรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนด้วย ซึ่งเดี๋ยวมาดูกันว่ามีวิธีอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้โช๊คอัพนั้นอยู่กับรถเราไปได้นาน ๆ

1. ตรวจสอบโช๊คอัพอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจเช็คนั้นเป็นสิ่งเบื้องต้นที่ควรทำในทุก ๆ ที่ขับขี่ไปที่ไหนก็ตามเป็นระยะทางไกล ๆ หรือเป็นไปได้ควรตรวจเช็คอย่างเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโช๊คอัพในรถยนต์ของเรานั้นยังไม่เสื่อมสภาพ ซึ่งจะทราบได้อย่างไรว่าโช๊คอัพของเรานั้นควรเปลี่ยนได้แล้ว มีวิธีสังเกตุและตรวจสอบได้ ดังนี้

  • ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเป็นวิธีที่เรียกได้ว่า รู้ได้แทบจะทันทีว่าโช๊คอัพของคุณกำลังมีปัญหาอยู่หรือไม่ โดยให้ทิ้งน้ำหนักตัวและกดแล้วปล่อยที่บริเวณด้านหน้า-หลังของรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นมีปัญหา หรือที่เรียกกันว่า “โช๊คตาย” ให้รีบเปลี่ยนทันที

  • ตรวจดูบริเวณโช๊คอัพ

ให้ลองก้มตัวลงไปดูที่บริเวณของกระบอกของโช๊คอัพดูว่า พบรอยแตก รอยร้าว หรือมีการรั่วของน้ำมันไฮดรอลิคหรือไม่ หากมีปัญหาเหล่านี้ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเริ่มเสื่อมคุณภาพ โดยที่ตัวซีลกระบอกสูบอาจจะรั่ว ส่งผลให้โช๊คอัพนั้นทำงานผิดปกติได้

  • สังเกตุเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม./ชั่วโมง

เมื่อขับรถที่ความเร็วสูงขึ้นมาและขับไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง จะสังเกตุได้เลยว่า ถ้ารถนั้นมีอาการส่าย ๆ สั่น ๆ รู้สึกเหมือนรถไม่ค่ายเกาะถนนเท่าไหร่นักเมื่อต้องขับปะทะกับลม นั่นแสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลงแล้ว ให้ทำการเปลี่ยน

  • สังเกตุเมื่อขับผ่านถนนขรุขระ

วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับวิธีแรกเลย คือการสังเกตุอาการเด้งของรถยนต์ที่มีมากเกินจนผิดปกติ ถ้าหากขับผ่านถนนขรุขระแบบที่ชะลอรถแล้วยังมีอาการเด้งอยู่ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลง

  • สังเกตุที่ดอกของยางรถยนต์

การสังเกตได้ง่ายที่สุดเลยเมื่อขับเสร็จแล้ว ให้ลงมาตรวจสอบที่บริเวณยางรถยนต์ หากลูบแล้วพบว่ายางนั้นสึกหรอ เป็นบั้ง ๆ นั่นแสดงว่ารถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพมาช่วยรองรับน้ำหนักนั่นเอง

  • ดูความร้อนของตัวโช๊คอัพ

โดยปกติแล้วโช๊คอัพนั้นเมื่อทำงานอยู่ จะมีความร้อนจากการทำงาน แต่หากลองนำมือไปอัง ๆ หรือสัมผัสดูแล้วพบว่า โช๊คอัพ ไม่ร้อนเอาเสียเลย นั่นแสดงว่า โช๊คอัพนั้นไม่ได้มีการทำงาน เป็นอาการบ่งบอกว่าโช๊คอัพเสียได้อย่างดีเยี่ยม

2. ชะลอรถยนต์ทุกครั้งเมื่อขับผ่านเส้นทางที่ถนนขรุขระ

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่า โช๊คอัพนั้นช่วยในเรื่องของลดแรงกระแทกต่าง ๆ จากพื้นถนน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะสามารถขับรถยนต์อย่างไรก็ได้ การขับผ่านเส้นทางที่ขรุขระนั้นควรที่จะชะลอรถแล้วค่อย ๆ ขับผ่านไป จะเป็นการถนอมโช๊คอัพ ไม่ให้ทำงานหนักและรับกระแทกมากเกินไป ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น

3. ไม่บรรทุกของหนักจนเกินไป

การบรรทุกของหนักเกินกว่าที่สเปคของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ส่งผลอย่างมากที่ทำให้โช๊คอัพนั้นต้องทำงานหนักเกินกว่าความสามารถที่ทำได้ ยิ่งถ้าใช้รถยนต์บรรทุกเป็นระยะเวลานาน ยิ่งทำให้โช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพได้อย่างรวจเร็วมากยิ่งขึ้น

สรุปท้ายบทความ

อุปกรณ์และอะไหล่ทุก ๆ อย่างภายในรถนั้นย่อมมีความสำคัญและประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงโช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างการขับขี่เดินทาง ที่นอกจากจะทำให้รถยนต์ไม่แข็งกระด้างแล้ว ยังทำหน้าที่ในการช่วยยึดเกาะถนนให้แก่รถยนต์ได้อีกด้วย

บทความนี้จึงมาให้คำตอบพร้อม ๆ กับวิธีแก้ปัญหา ให้โช๊คอัพนั้นมีสภาพที่พร้อมใช้งานและมีอายุยืนยาวตามอายุการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคล ที่จะเป็นปัจจัยหรือตัวกระตุ้นที่ทำให้โช๊คอัพนั้นเกิดการเสื่อมสภาพไปเสียก่อนได้

หากคุณตรวจเช็คแล้วว่า โช๊คอัพในรถยนต์นั้นเสื่อมสภาพลงเสียแล้ว ต้องมองหาโช๊คอัพอันใหม่ที่จะนำมาเปลี่ยนเข้ารถยนต์ของแล้วล่ะก็ เข้ามาดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์มากมายตามความต้องการของคุณ