สรุปบทความ

การขับรถขึ้นเขาใคร ๆ ก็มองว่ายาก แต่แท้จริงแล้วที่สำคัญกว่าอย่างอื่นคือเครื่องยนต์ของรถว่ามีศักยภาพในการขึ้นเขาหรือไม่ ดังนั้่นนอกจากฝีมือแล้ว ต้องพารถคู่คิดที่เปี่ยมด้วยศักยภาพไปด้วยกัน

รถคันไหน? ขับรถขึ้นเหนือรับลมหนาวได้ไม่มีหวั่น

Content Creator
สรุปบทความ

การขับรถขึ้นเขาใคร ๆ ก็มองว่ายาก แต่แท้จริงแล้วที่สำคัญกว่าอย่างอื่นคือเครื่องยนต์ของรถว่ามีศักยภาพในการขึ้นเขาหรือไม่ ดังนั้่นนอกจากฝีมือแล้ว ต้องพารถคู่คิดที่เปี่ยมด้วยศักยภาพไปด้วยกัน

ช่วงหยุดยาวนี้ไม่ว่าใครก็คงอยากขับรถขึ้นเหนือใช่ไหมล่ะคะ ยิ่งเจอสถานการณ์โควิดที่เพิ่งกลับมาระบาดใหม่ในตอนนี้ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากใช้ขนส่งสาธารณะในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น รถตู้ รถทัวร์ หรือแม้แต่เครื่องบิน เพราะเป็นพื้นที่ปิดเสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออย่างมาก 

ทว่าเมื่อนึกถึงค่าที่พักและทริปสุดสนุกของคุณจะต้องล่มอย่างน่าเสียดายแล้ว คงมีหลายคนอีกเช่นกัน ที่ปักธงในใจว่า ขอให้ฉันได้ไปเถอะ! ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ การขับรถยนต์ขึ้นภาคเหนือไปเองเท่านั้นค่ะ!  แต่ในที่นี้เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยลองขับเหนือกันสักครั้งเลยใช่ไหมล่ะคะ 

งั้นเรามาศึกษาเรื่องรถยนต์ที่เหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือกันดีกว่าค่ะ ว่ารถยนต์ประเภทไหนและรุ่นไหนที่สามารถขึ้นเหนือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีแรงขึ้นเขา!

รถยนต์คันไหนขึ้นเหนือได้บ้าง

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่จะนำขึ้นเขา นอกเหนือจากประเภทรถตู้และรถกระบะที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เวลาขึ้นภาคเหนือแล้ว ยังมีประเภทรถซีดานและรถอเนกประสงค์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้ดีเช่นเดียวกัน หากคุณต้องการขับรถเพื่อเที่ยวภาคเหนือด้วยตนเอง อย่างที่แรกที่ต้องเตรียมพร้อมคือ ประเภทรถที่ขับขึ้นไป

“ทำไมถึงต้องเตรียมประเภทรถให้เหมาะสม ? เอารถคันไหนขึ้นไปเลยไม่ได้เหรอ ?”

สาเหตุที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนขับขึ้นเขา เพราะรถบางประเภทไม่สามารถขึ้นเขาได้ สิ่งสำคัญนอกจากฝีมือคนขับแล้ว คือประเภทรถที่คุณจะขับขึ้นเหนือ อย่างที่ทราบกันว่าภาคเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ดังนั้นต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ถ้าจะขับขึ้นเหนือ ต้องเจอทางชันแน่นอน 

ดังนั้นเรามาลองดูกันว่ามีรถคันไหนบ้างที่สามารถพาคุณขึ้นเขาได้ และรถประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงได้การขับขึ้นเขาโดยเด็ดขาด

รถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขา

สำหรับรถยนต์ที่ควรหลีกเลี่ยงในการขับขึ้นเขาคือ รถยนต์ประเภทเครื่องยนต์ 1.2 L 

ส่วนใหญ่รถที่ใช้เครื่องยนต์ประเภทนี้ มักจะเป็นรถยนต์คันเล็ก เน้นใช้ในเมือง ขับแล้วประหยัดน้ำมัน แต่ก็เพราะเป็นรถยนต์ที่ใช้ในเมือง เมื่อนำออกมาขับทางไกล หรือขึ้นเขามักจะประสบปัญหา ขับขึ้นไม่ไหว แถมยังเสี่ยงต่อรถไหลกลางเขา จนเป็นอุบัติเหตุให้เห็นตามหน้าสำนักข่าวอยู่ประจำ

โดยส่วนใหญ่แล้วรถประเภทนี้ มักจะมีให้เช่าตามในพื้นที่และคนกรุงมักจะนิยมใช้กันเยอะ เพราะนอกจากราคาที่ประหยัดแล้ว ยังมีขนาดไซส์ที่สามารถขับง่าย ไปไหนก็สะดวกจริง 

แต่พอนำมาขับต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือนั้น ต้องบอกเลยว่า พักก่อนนะคะ 

นอกจากตัวเครื่องยนต์ที่เล็กแสนเล็กแล้ว สมรรถนะอาจไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับการขับขึ้นเขาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแน่นอน 

อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.2 L แต่จำนวนคนที่ไปด้วยกันและน้ำหนักสัมภาระที่ค่อนข้างเยอะ จะทำให้รถยนต์เร่งเครื่องลำบาก หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เครื่องอืด นั่นเอง เมื่อเครื่องอืดแล้ว ยิ่งขึ้นเขายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะค่ะ 

รถยนต์ที่สามารถขับขึ้นเขาได้

1. รถยนต์ประเภท Eco Car (1.5L)

รถยนต์ประเภทแรกที่สามารถขับขึ้นเขาได้คือ รถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรเป็นต้นไป สาเหตุที่รถเหล่านี้สามารถใช้ขับขี้นเขาได้ คือกำลังแรงของเครื่องยนต์ ไม่เหมือนกับตัวรถยนต์ไซส์เล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1.2L 

รถยนต์ขนาดเล็กที่มาคู่กับเครื่องยนต์แรงถึง 1,500 ลิตรจัดได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ค่อนข้างมีกำลังแรงเมื่อเทียบกับขนาดรถแล้ว แม้จะจุคนจนเต็มคันรถก็ยังขึ้นเขาได้ไม่น่ากลัวเท่าไรนัก รถยนต์ไซส์นี้ได้แก่ Toyota Vios, Honda Jazz และ Honda City เป็นต้น

2. รถยนต์ประเภทซีดานที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1.8L ขึ้นไป

รถยนต์ประเภทถัดมา จัดว่าเป็นรถยนต์ซีดานระดับกลางถึงสูง เรียกว่าเห็นได้บ่อยในท้องถนนเลยทีเดียว รถยนต์ประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะตัวรถให้ใหญ่ขึ้น นั่งสบาย ทว่าอาจจะกินน้ำมันไปบ้างในบางครั้ง 

รถยนต์ประเภทนี้บางทีก็มีเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่าง HEV เข้ามาช่วยในเรื่องของการลดใช้น้ำมันมากขึ้น แต่ประเด็นนี้ยังไม่สำคัญเท่าตัวเครื่องที่มีกำลังแรงตั้งแต่ 1.8L เป็นต้นไป เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักของตัวรถที่เพิ่มขึ้น เมื่อนำไปขับจริงก็ยังคงกำลังแรงไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะการขับขี่บนถนน สามารถสร้างอัตราเร็วได้ดั่งใจผู้ขับชนิดว่า มักจะเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดอยู่เป็นประจำเลยล่ะ ดังนั้นปัญหาการขึ้นเขาหรือขึ้นภาคเหนือยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าจะขึ้นได้หรือเปล่า ขึ้นได้แน่นอน แต่อาจต้องระวังเรื่องของความเร็วรถที่พุ่งแรงเกินไปนะคะ โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมี Toyota Altis, Honda Civic และ Mazda 3 

3. รถกระบะ

รถกระบะส่วนใหญ่จะสามารถขับขึ้นเขาได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นรถยนต์ประเภทไว้ใช้ในการขนสินค้าจึงทำให้มีกำลังแรงกว่ารถซีดานปกติทั่วไปอยู่หลายเท่า เครื่องยนต์ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2.5 ลิตร แต่ส่วนใหญ่รถกระบะมักจะเป็นเกียรกระปุก หรือเกียร์ธรรมดา ผู้ขับจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในการเปลี่ยนเกียร์ไม่ให้เครื่องดับขณะขับขึ้นเขา

และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถกระบะเหมาะกับการขับขึ้นภาคเหนือโดยเฉพาะพื้นที่บนเขาก็มาจากที่ว่า เครื่องยนต์กระบะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ที่สามารถให้แรงบิดที่สูงกว่ารถเก๋งทั่วไปได้เยอะ จึงทำให้การขึ้นเขาเป็นเรื่องสนุกและชิล แม้รถจะมีน้ำหนักเยอะก็ตาม

4. รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV / PPV)

อีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่เรียกได้ว่าบางคันถูกออกแบบมาให้เผชิญกับสภาพถนนที่ทั้งชัน ทั้งขรุขระ เหมาะกับการออฟโรดและผจญภัยสุด ๆ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใครที่รักการขับขึ้นเขาและพาญาติ ๆ ไปเที่ยวด้วยกัน 

นอกจากขนาดรถยนต์ที่สามารขนทั้งคนทั้งสัมภาระได้เยอะมาก ๆ แล้ว รถยนต์ประเภทนี้ จะมีการออกแบบมาให้เหมาะสมกับการขับออฟโรดและถนนที่มีความชัน โดยสามารถมั่นใจในการเข้าโค้งในมากกว่ารถซีดาน เพราะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้ล้อหมุนได้อย่างอิสระ เข้าโค้งได้ดีมากขึ้น

ในส่วนของเรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะแน่นอนว่าการออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารและขนสัมภาระ ตัวเครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงแน่นอน รถยนต์ประเภทนี้ได้แก่ Toyota Fortuner, Honda CR-V, Ford Everest, Mitsubishi Pajero Sport, Nissan X-Trail และ Mazda CX-5 เป็นต้น

5. รถตู้

อีกหนึ่งประเภทรถที่เราสามารถเห็นได้บ่อย เวลาขับขึ้นภาคเหนือหรือขึ้นเขา คือประเภทรถตู้ แน่นอนว่ารถตู้พวกนี้ส่วนใหญ่ใช้เกียร์ธรรมดา และเครื่องยนต์ดีเซลที่จะให้แรงบิดกับตัวรถยนต์ได้มากกว่ารถธรรมดา ทว่าแม้จะพูดได้ว่าเป็นรถที่มีกำลังแรง แต่ก็ต้องใช้ความชำนาญในการขับขึ้นพอสมควร

เพราะเมื่อน้ำหนักรถที่เยอะขึ้น ทั้งคนและสัมภาระต่าง ๆ จะทำให้รถประเภทนี้เร่งไม่ค่อยขึ้นในบางจุด หากต้องชะลอรถก็อาจทำให้เสียจังหวะและรถไหลได้ ดังนั้นก่อนจะขับรถประเภทนี้ควรเป็นผู้ชำนาญในเส้นทางและการขับขี่จึงจะดีที่สุด

มือใหม่ขับรถขึ้นเขาอย่างไรดี

จากประเด็นเรื่องรถที่เหมาะสำหรับการขับขึ้นเขาแล้ว ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับใครหลายคนคือ ไม่เคยขับขึ้นเขามาก่อน จะขับได้หรือเปล่า? เป็นมือใหม่แต่อยากขับขึ้นเขาจะทำได้ไหม? 

วันนี้เราจะมาสอนเทคนิคการขับรถขึ้นเขาให้ปลอดภัยและเที่ยวได้อย่างสนุกสนานไม่ต้องกังวลว่าจะขับขึ้นไม่ได้ แม้จะเป็นมือใหม่ แต่แอบแนะนำนิดนึงว่าอย่างน้อยก็ควรรู้จังหวะรถตัวเองดี และไม่ควรขึ้นเขาที่ความชันจนเกินไปจึงจะปลอดภัยที่สุด

1. เช็กสภาพรถและคันที่ขับสะดวกที่สุด

อย่างแรกที่ต้องทำก่อนขับขึ้นเหนือ หรือขึ้นเขา คือการเช็กสภาพรถยนต์ของคุณว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ ทั้งระบบเกียร์ ล้อยางทั้ง 4 ล้อ และระบบเบรก ต้องลองทดสอบระบบเหล่านี้ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ถ้าเกิดว่ารู้สึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าชะล่าใจแล้วนำรถขึ้นไปนะคะ ให้หาจุดพักแล้วนำรถเข้าเช็กที่ศูนย์ใกล้เคียงด่วนเลยค่ะ 

สำหรับมือใหม่ นอกจากเช็กสภาพรถแล้วยังควรเลือกรถยนต์คันที่ขับได้คล่องและเข้ามือที่สุด เพื่อขับขึ้นเขา หลีกเลี่ยงการเลือกรถยนต์ที่ไม่คุ้นมือ หรือคันใหญ่เกินไปจะดีกว่า เพราะอาจทำให้คุณควบคุมรถไม่ได้ 100% อย่างที่ตนเองคิด และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้

2. อย่าเหยียบเบรกค้าง ให้แตะ-ปล่อย และใช้เกียร์ต่ำ

มือใหม่หลายคน เมื่อขับรถลงเขาก็จะแตกเบรกค้างเพื่อหวังให้รถชะลอความเร็วและหยุดไม่แหกโค้ง แต่นี่คือ วิธีที่ผิด!!! เพราะการขับแบบนี้อาจทำให้ผ้าเบรกของคุณไหม้จนหมด แล้วเบรกไม่อยู่แทน!

ดังนั้นการลงเขาควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้เกิดการใช้ engine brake ในการชะลอความเร็วแทน 

หากถามว่า engine brake คืออะไร engine brake คือการเบรกโดยเครื่องยนต์ กล่าวคือรถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีระบบนี้อยู่ เป็นระบบที่ช่วยเบรกโดยทอนกำลังความเร็วลงด้วยตัวเครื่องยนต์เมื่อคุณเข้าเกียร์ต่ำ เพราะเมื่อความเร็วมากกว่าตัวเกียร์ที่เข้าอยู่ ตัวเครื่องยนต์จะประมวลผลและลดรอบความเร็วลงโดยอัตโนมัติ 

ทั้งนี้การใช้ engine brake ช่วยจะทำให้การลงเขาไม่ต้องแตกเบรกถี่เท่าไรนัก แต่หากคุณยังมองว่าการลงเขาด้วยความเร็วที่เป็นอยู่นั้น เร็วเกินไปก็แนะนำให้แตะเบรกบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนถึงทางลงโค้งหักศอกนะคะ 

3. เช็กเส้นทางก่อนขับขึ้นจริง 

อีกหนึ่งวิธีช่วยสร้างความมั่นใจและไม่หลงทางด้วย Google Maps  คือการเปิดคลิปในยูทูปเพื่อเช็กเส้นทางก่อนเดินทางจริง จะทำให้คุณได้เห็นสภาพถนนและความชันของภูเขาในสภาพคล้ายของจริง เพื่อประเมินความสามารถของคุณว่าสามารถขับได้หรือไม่ หรืออีกวิธีคือถามคนท้องที่ว่าภูเขาลูกนี้สามารถขับขึ้นได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ดอยอ่างขาง ที่มือใหม่ไม่ควรขึ้น เพราะเป็นถนนที่มีความชันสูงและโค้งหักศอกหลายจุด ทำให้มักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง แม้เราจะมั่นใจว่า เราสามารถขับขึ้นได้ แต่จากคำของคนพื้นที่หลายคนก็มักจะบอกว่า รถของคนในพื้นที่มักจะขับด้วยความเร็วค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้เราเกิดอุบัติเหตุเพราะรถเสียจังหวะได้ ทางที่ดีคือการหาคนที่ชำนาญทางขับขึ้นไปจริง ๆ จึงจะดีที่สุด

4. บีบแตรทุกครั้งที่เจอโค้ง (จุดอับสายตา)

การขับรถบนเขา แม้ในช่วงตอนกลางวัน สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ การบีบแตร เมื่อเจอจุดอับสายตาหรือทางโค้ง เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าอีกฝั่งของเส้นทางกำลังจะมีคนมาหรือไม่ เราจึงควรบีบแตรเพื่อเตือนว่า กำลังจะมีรถสวนไปให้ชะลอความเร็ว และระวังมากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงอีกฝั่งอย่างเดียวที่จะได้รับคำเตือน ผู้ขับเองก็ควรฟังเสียงแตรและระมัดระวังให้ดีเช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

5. ให้รถขาขึ้นมาก่อน 

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พูดกันบ่อย แต่หาคนทำจริงได้น้อย เพราะต่างคนต่างรีบไปในเส้นทางของตนเอง แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ชะลอให้รถขาขึ้นมาก่อน เนื่องจากสาเหตุที่ว่าการส่งกำลังขึ้นของรถยนต์นั้นใช้แรงมาก หากเสียจังหวะหรือเบรกกลางทางระหว่างขึ้นเขา อาจทำให้เกิดรถไหลจากเขาได้ และต่อมามักจะเกิดอาการเบรกไม่อยู่และลื่นไถลลงไปแทนนั่นเอง

6. อย่าขับเร็วและห้ามแซงทางโค้ง

การขับรถเร็วและแซงทางโค้งบนเขา เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างท้าย ๆ หากรถคันหน้าไม่ช้าจริงจนคุณเสียจังหวะ เพราะการแซงทางโค้งเป็นสิ่งที่อันตราย นอกจากคุณจะมองไม่เห็นจุดอับสายตาของรถที่กำลังสวนเลนมาแล้ว ยังทำให้รถมีโอกาสหลุดโค้งได้ง่ายกว่าเดิม 

การขับเร็วบนเขาคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนทางขึ้น-ลงเขาบ่อยที่สุด เพราะมองว่าตนเองชำนาญทางและมั่นใจในฝีมือการควบคุมรถ 

ดังนั้นหากคุณเป็นมือใหม่หรือผู้ที่กำลังลองขับขึ้นเขาครั้งแรก แนะนำให้ขับช้า ๆ อย่าเร่งความเร็วจนเกินกว่า 80 กิโลเมตร บนภูเขา เมื่อเข้าโค้งก็ให้ชะลอและเข้าโค้งอย่างระมัดระวัง เท่านี้การขับขึ้นเขาก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจแล้ว! 

7. เว้นระยะจากรถคันด้านหน้าเสมอไม่ว่าจะขาขึ้นหรือลง

สิ่งที่หลายคนมองข้ามและมักจะทำเป็นประจำเมื่อเจอรถคันหน้าขับช้ากว่า คือการเข้าไปจี้ด้านหลังรถคันด้านหน้า

แต่รู้หรือไม่ว่า บนเขาการทำแบบนี้มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง เพราะหากรถคันหน้าเกิดคุมไม่ได้และไหลลงมา คันที่จะต้องรับไปเต็ม ๆ คือคันที่ตามมาแบบติด ๆ ดังนั้นควรเว้นระยะในการขับบนภูเขา เรียกได้ว่าเซฟทั้งเขาและเราไปในคราวเดียวเลยค่ะ

สรุปท้ายบทความ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงก่อนจะขับรถขึ้นภาคเหนือ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์อย่างเดียว ความชำนาญในการขับก็คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรมี เพราะการขึ้นเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ถ้าเขาลูกนั้นไม่ได้ชัน ประหนึ่งดอยอ่างขาง

แต่ต่อให้เป็นคนที่มีความชำนาญในการขับ ก็ไม่ควรประมาทในการขับขึ้นเขา เพราะเมื่อคุณประมาท อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนอกจากประเภทรถยนต์แล้ว ควรมีความชำนาญในการขับถึงจะดีที่สุด

ความชำนาญในที่นี้หมายถึง คนที่ค่อนข้างคุ้นชินกับรถยนต์ หรือขับบ่อยจนพอรู้จังหวะของรถได้ดีนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ควรคำนึงด้วยคือสภาพของรถ เราควรเช็กสภาพรถก่อนเดินทางไกลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นสภาพเบรก, ยาง, น้ำมัน และระบบเกียร์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง จากทริปแสนสนุกจะกลายเป็นทริปแสนเซ็งไปเสียก่อน 

ใครที่กำลังมองวางแผนทริปในปีนี้และต้นปีหน้าจะต้องได้ไปเที่ยวเหนือให้ได้ ต่อให้ขับรถไปก็ยอม อย่าลืมมองหาเพื่อนคู่ใจนั่งรถไปด้วยสักคนนะคะ จะได้ไม่เหงาและอย่าลืมหาเพื่อนคู่ใจอีกคนหนึ่งที่จะช่วยกรุยทางให้การขับขึ้นเหนือหรือขึ้นเขาเป็นเรื่องง่าย อย่างรถยนต์สมรรถนะเยี่ยมพร้อมขับ ที่หาได้ง่าย ซื้อขายไม่ยาก ที่ Kaidee คลิกเลย!