เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

เราจะจนกว่าเดิม ? เพราะย้ายฐานผลิตรถไปเวียดนาม

สรุปบทความ

สภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มที่มีนายทุนต่างชาติเริ่มเล็งเห็น
“ทำเลทอง” ของการลงทุนแห่งใหม่อย่างประเทศเวียดนาม จะทำให้ประเทศไทยหยุดชะงักและหยุดเจริญหรือไม่ ในส่วนของภาคประชาชนจะจนกว่าเดิมหรือเปล่า ลองมาวิเคราะห์แนวโน้มไปพร้อม ๆ กันดีกว่า

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด

สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?

นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย 

แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ 

แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ? 

ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?

ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?

 สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต

ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย

แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น 

ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย  ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป

หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที

เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน  

โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม”  ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น 

นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015 

เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน 

ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย

แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?

ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้

แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน

การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ 

เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้ 

ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว

อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม 

คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้

การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ 

ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้  อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน

ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า

สอบถามข้อมูลอื่นๆ หรือสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

กรุณาสแกนคิวอาร์โค้ด หรือเพิ่มเพื่อนด้วยไอดีไลน์ @kaideeofficial