วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ติดแบบไหนดีที่สุด

วิธีเลือกฉนวนกันความร้อน ติดแบบไหนดีที่สุด

“อยู่เย็น เป็นสุข” วลีหลักเวลาอวยพรให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน แต่จะเรา “อยู่เย็น” หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับบ้านของเราว่าการมีการติดตั้งวัสดุกันความร้อนหรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะอยู่บ้านแบบร้อนๆเสียส่วนใหญ่

ความร้อนอบอ้าวที่อยู่ภายในบ้านของเรานั้น ปกติแล้วมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่างคือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านไม่มีคุณสมบัติบัติป้องกันความร้อน หรือตัวบ้านไม่มีช่องทางให้ลมระบายเข้า-ออกได้ จึงทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในบ้าน 

โดยปกติแล้ววิธีแก้ไข คือ การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก่อน แล้วจึงสังเกตว่ามีช่องทางระบายอากาศเช่นหน้าต่างหรือไม่ ซึ่งส่วนมากนั้นการออกแบบของบ้านจะมีช่องทางให้ลมระบายเข้าออกภายในตัวบ้านได้อยู่แล้ว แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก็จะมีให้เลือกติดตั้งตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน หากไม่มีก็สามารถเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งได้ ซึ่งต้องเลือกประเภทให้ถูกต้องและเหมาะกับตัวบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยด้วย

อะไรคือฉนวนกันความร้อน?

ฉนวนกันความร้อนเป็นวัสดุที่ติดตั้งเพื่อช่วยลดหรือสะท้อนความร้อนจากภายนอกที่เข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้อุณหภูมิในบ้านลดลง โดยคุณสมบัตินี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของฉนวนแต่ละชนิดด้วย ซึ่งฉนวนบางชนิดก็มีคุณสมบัติเพิ่มเติมนอกจากกันความร้อน เช่น ช่วยกั้นเสียงที่จะเข้ามาภายในตัวบ้านได้

8 ประเภทของฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้างนะ?

1. ฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์

เป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ตัวฉนวนมีความเหนียว ไม่ขาดง่ายและไม่ลามไฟ ด้วยความบางของตัวฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์ทำให้คุณสมบัติการกันความร้อนค่อนข้างน้อย แต่จะเน้นที่การสะท้อนความร้อนออกเป็นหลัก ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า 90% ขึ้นไป 

การติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยส่วนมากจะติดตั้งใต้หลังคาและที่สำคัญคือจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างตัวฉนวนกับเพดานประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป ซึ่งฉนวนประเภทนี้สามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อนได้

2. ฉนวนแบบโฟม

ฉนวนแบบโฟมสามารถกันความร้อนได้ดี เนื่องจากตัวโฟมที่นำมาใช้ทำฉนวนนั้นเป็นแบบเซลล์ปิดที่มีมีความหนาแน่นมาก ทำให้ฉนวนประเภทสามารถกันได้ทั้งความร้อนและยังช่วยกันเสียงได้อีกด้วย จึงมักถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องที่ต้องการเก็บความเย็น 

ฉนวนแบบโฟมมี 2 ประเภท คือ

โฟมโพลียูริเทน (PU)

เป็นฉนวนกันความร้อนแบบฉีดพ่น ตัวโฟมมีคุณสมบัติกันความร้อนได้มากถึง 97 % ด้วยอนุภาคของเนื้อโฟมที่มีความหนาแน่นมากจึงสามารถช่วยกันเสียงได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยโฟมโพลียูริเทนจะพ่นติดกับวัสดุเช่นฝ้า เพดาน หลังคาเมทัล ชีทหรือผนัง ซึ่งอาจต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการฉีดพ่นเนื่องจากต้องมีการวัดระยะและปริมาณการพ่นเพื่อให้ได้ความหนาของตัวโฟมตามที่ต้องการ 

จุดที่ต้องคำนึงถึงของฉนวนแบบโฟมโพลียูริเทนนั้นคือฉนวนมีโอกาสเปลี่ยนรูปได้หากเจออุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เนื่องจากตัวฉนวนมีจุดหลมเหลวที่ต่ำ และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเกิดควันดำและปล่อยสารที่เป็นพิษกับคนได้

โฟมโพลีเอทิลีน (PE)

โดยทั่วไปแล้ว โฟมโพลีเอทิลีนจะถูกนำมาทำเป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นที่เคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ มักจะติดเข้ากับใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท ซึ่งคุณสมบัติการกันความร้อนก็เหมือนกับโฟมแบบ PU นั่นคือ 97% และยังช่วยกันเสียงเช่นเสียงฝนที่ตกลงมาโดนหลังคได้ในระดับนึงด้วย 

3. ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)

ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน ซึ่งจะแบ่งเป็นฉนวนแบบเคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์และแบบฉนวนใยแก้วเปล่าๆ ตัวใยแก้วมีคุณสมบัติทั้งกันความร้อนได้มากถึง 90% และสามารถดูดซับเสียงเสียงได้ ตัวฉนวนมีหลากหลายความหนาตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 3 นิ้ว ซึ่งฉนวนใยแก้วสามารถติดตั้งที่ผนัง หลังคาคอนกรีต หลังคากระเบื้องและฝ้าเพดาน ส่วนมากมักจะถูกติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงอาคารบ้านเรือนทั่วไปด้วยเช่นกัน 

เราอาจเคยได้ยินว่าฉนวนใยแก้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายหรือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งตามจริงแล้วนั้นใยแก้วไม่มีอันตรายมากมายขนาดนั้น แต่หากสูดดมเข้าไปอาจเกิดอาการระคายเคืองที่จมูกและหากสัมผัสโดนมากๆก็อาจเกิดอาการคันได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งฉนวนใยแก้วให้เรา 

4. ฉนวนใยหินร็อควูล (RockWool)

ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน สามารถกันความร้อนได้ดี มักนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นด้านการกันความร้อนหรือป้องกันเรื่องอัคคีภัยเป็นหลัก เพราะสามารถกันความร้อนได้ในอุณหภูมิสูงได้ถึง 600 – 800 องศาเซลเซียส ซึ่งฉนวนรูปแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการป้องกันความเย็นหรือห้องที่มีความชื้นมากๆ 

ตามข่าวที่เคยมีประกาศว่าใยหินนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน แท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายคือแร่ใยหินที่ถูกนำมาใช้ในการกันความร้อนในยุคแรก แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาใยหินร็อควูลที่ผลิตจากหินธรรมชาติ และสามารถป้องกันทั้งความร้อนและเสียงได้

5. ฉนวนแบบเซลลูโลส (Cellulose)

ฉนวนกันความร้อนที่สามารถกันความร้อนได้มากกว่า 90% และมีจุดเด่นในเรื่องดูดซับเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75% ตัวฉนวนผลิตจากไม้หรือกระดาษที่ถูกนำมารีไซเคิล ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเมื่อนำมาใช้งาน

จุดสังเกตคือตัวฉนวนเซลลูโลสจะไม่กันความชื้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่มีความชื้นสูง เพราะจะทำให้ความหนาแน่นของตัวฉนวนยุบตัวลง ทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลงด้วย

6. ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกต (Calcium Silicate)

เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและแบบหุ้มท่อที่สามารถกันความร้อนได้สูง ตั้งแต่ 600 องศาถึง 1,000 องศาเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันความชื้น ไม่ติดไฟและมีความแข็งแรงทนทาน จึงมักจะนำฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตนี้มาใช้ในโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ เพื่อกั้นความร้อนจากเตาเผาต่างๆไม่ให้ออกไปสู่จุดอื่น 

7.  ฉนวนแบบเซรามิคโค้ตติ้ง (Ceramic Coating)

ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่เน้นการสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกจากตัวอาคารบ้านเรือนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทนต่อสภาพอากาศและสารเคมีต่างๆอีกด้วย ตัวเซรามิคโค้ตติ้งไม่ติดไฟ เมื่อพ่นแล้วยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคาและป้องกันการรั่วเวลาฝนตกได้อีกด้วย ดังนั้นฉนวนประเภทนี้มักจะนำมาพ่นที่หลังคาชนิดต่างๆ เพื่อสะท้อนความร้อนและทำให้ตัวบ้านหรืออาคารภายในมีอุณหภูมิที่ลดลง

8. ฉนวนเวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite)

ฉนวนที่มีส่วนผสมของเวอร์มิคูไลท์ที่ทำจากแร่ไมก้าเป็นหลัก ฉนวนประเภทนี้สามารถหลอมเป็นรูปร่างต่างๆได้ ซึ่งเวอร์มิคูไลท์สามารถนำไปหลอมรวมกับส่วนผสมต่างๆเพื่อให้เกิดการกันความร้อนที่มากขึ้นได้ เช่น นำไปหล่อรวมกับปูนซีเมนต์และทราย จนกลายเป็นคอนกรีตเวอร์มิคูไลท์ที่สามารถกันความร้อนได้ดีกวาคอนกรีตทั่วไปมาก

ฉนวนกันความร้อนประเภทไหนดีที่สุดกันล่ะ?

ในท้องตลาดมีฉนวนกันความร้อนอยู่หลากหลายชนิด ทุกประเภทต่างมีคณสมบัติใกล้เคียงกัน นั่นคือการกันความร้อน แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเราที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้

2 ปัจจัยในการเลือกฉนวนกันความร้อน

  1. ติดตั้งที่ไหน?

ฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดแม้สามารถกันความร้อนได้เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในด้านการป้องกันความร้อน คือการป้องกันด้วยการสะท้อนความร้อนออกหรือการกันไม่ให้ความร้อนซึมเข้าสู่ตัวบ้าน นอกจากนี้รูปแบบของตัวฉนวนก็มีความแตกต่างด้านรูปร่างเช่นกัน บางชนิดเป็นแบบพ่นและบางชนิดเป็นแบบแผ่นหรือม้วน ซึ่งจะทำให้การติดตั้งแตกต่างกันไปอีก 

ดังนั้นหากคุณต้องการฉนวนกันความร้อนที่ติดตั้งสำหรับบ้านของคุณแบบง่ายๆ ก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่สามารถพ่นที่หลังคาไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น ฉนวนกันความร้อนแบบเซรามิคโค้ตติ้งที่สามารถพ่นลงบนหลังคาได้ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนออกได้มากกว่า 90 % และยังปกป้องหลังคาจากการรั่วซึมเมื่อฝนตกได้อีกด้วย 

แต่หากบ้านของคุณไม่มีฉนวนกันความร้อนติดตั้งอยู่ตั้งแต่ตอนสร้างล่ะก็ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นหรือม้วนก็ถือเป็นฉนวนที่ควรติดตั้งอยู่ใต้หลังคาหรือบนเพดานโดยมีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นขึ้น ซึ่งวิธีและขั้นตอนก็อาจเพิ่มขึ้นกว่าการใช้ฉนวนแบบพ่น

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเลือกใช้ฉนวนความร้อนตามห้องที่ต้องการกันความร้อน เช่น ถ้าเป็นโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอม อยากจะกันความร้อนในห้องนี้ไม่ให้ไปสู่ห้องอื่นๆก็สามารถใช้ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตที่สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 1,000 องศา (แต่ต้องเลือกใช้รุ่นที่สามารถกันความร้อนได้ถึงด้วยนะ) 

  1. ติดตั้งเพื่ออะไร?

เนื่องจากฉนวนกันความร้อนบางประเภทนอกจากจะสามารถกันความร้อนได้แล้วยังสามารถดูซับเสียงได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ดีไม่เท่ากำแพงหรือฝ่าเพดานที่สร้างขึ้นสำหรับกันเสียงโดยเฉพาะ แต่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เช่น ฉนวนแบบเซลลูโลสที่สามารถกันเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75 % 

หากโรงงานต้องการฉนวนกันความร้อนที่ป้องกันความร้อนภายนอกและรักษาอุณหภูมิภายในเพื่อสร้างห้องเย็นนั้น สามารถเลือกใช้ฉนวนโพลียูริเทนแบบสำเร็จรูป หรือตามท้องตลาดเรียกว่า Sandwich Panel เพราะตัวโฟมที่มีความหนาแน่นแบบเซลล์ปิด ทำให้ความร้อนไม่สามารถเข้าสู่ภายใน และความเย็นก็จะไม่ออกสู่ภายนอก จึงเหมาะสำหรับนำมาติดตั้งภายในห้องเย็นมาก

ค่า R และค่า K ของฉนวนกันความร้อนคืออะไร?

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของตัวฉนวนแต่ละชนิด จะมีค่า R และ K บอกอยู่เสมอ ค่าเหล่านี้มีความสำคัญมากแค่ไหนและตัวเลขมากน้อยนั้นมีผลอย่างไร มาดูกัน

ค่า R หรือ Resistivity

ค่า R คือค่าความต้านทานความร้อนของตัวฉนวนชนิดนั้น โดยมีหน่วยเป็น m2K/W ซึ่งยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกันความร้อนได้ดีมากขึ้น ดังนั้นเลือกฉนวนที่มีค่า R สูงไว้ก่อนนะ 

ค่า K หรือ Conductivity

ค่า K คือค่าการนำความร้อน ที่บอกถึงคุณสมบัติการนำความร้อนของฉนวนชนิดนั้นว่านำความร้อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าค่า K ต่ำ การนำความร้อนก็จะน้อย ความร้อนที่เข้าสู่ตัวฉนวนไปยังภายในบ้านก็จะน้อยลง ดังนั้นยิ่งค่า K ต่ำก็ยิ่งดีนะ 

สรุป

ฉนวนกันความร้อนในปัจจุบันมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีถึง 90 % ขึ้นไปแทบจะทุกประเภท ซึ่งการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนให้ตรงกับความต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จุดประสงค์และสถานที่ รวมถึงเข้าใจค่าการต้านทานความร้อนและค่าการนำความร้อนที่มีบอกไว้ที่ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ และเมื่อตัดสินใจได้ก็ควรเรียกช่างที่เชี่ยวชาญในการติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยเฉพาะ เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือการ “อยู่เย็น” เป็นสุขที่บ้านของคุณ

สอบถามข้อมูลอื่นๆ หรือสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

กรุณาสแกนคิวอาร์โค้ด หรือเพิ่มเพื่อนด้วยไอดีไลน์ @kaideeofficial