PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

PM 2.5 หรือหิมะ! ทำไมชอบโผล่มาหน้าหนาว

สรุปบทความ

PM 2.5 ไม่สามารถผ่านมวลอากาศเย็นได้ จึงทำให้เราห็นฝุ่นเป็นจำนวนมากในหนาหนาว แม้ว่า PM 2.5 เป็นเพียงฝุ่นอนุภาคเล็กๆ แต่ก็มีความรุนแรงอย่างมากหาก ฝุ่น PM 2.5 สะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เราได้รับอันตรายจากฝุ่นอนุภาคเล็กนี้ได้น้อยที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นในปริมาณที่มากจนเกินไป

มองออกไปนอกหน้าต่างจากตึกสูงในช่วงอากาศเย็น คาดหวังว่าจะได้เห็นหมอกขาว ราวกับว่าเรายืนอยู่บนยอดเขาในแถบเมืองหนาว แต่ทว่า สิ่งที่เราเห็นว่าสวยงามที่ปกคลุมเมืองใหญ่ กลับไม่ใช่หมอกขาว ไม่ใช่ควัน แต่คือฝุ่น และไม่ใช่แค่ฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นอนุภาคเล็กที่พลังการทำลายล้างร่างกายสูงอย่าง PM 2.5 ที่ลอยกระจายอยู่ในอากาศกลางเมือง 

PM 2.5 ฝุ่นอนุภาคเล็ก เป็นใคร มาจากไหน

ฝุ่น PM 2.5 มีต้นกำเนิดหลักจากการเผาไหม้ จากการสันดาปของรถยนต์ในอดีต โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอเสียของรถยนต์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล หรือแม้แต่การเผาไหม้ของก๊าซธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งที่มาของ PM 2.5

มีฝุ่น PM สองชนิด ที่นักระบาดวิทยามีความกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายในอากาศ คือ ฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 ซึ่งฝุ่น PM 10 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และมีความอันตรายสูงกว่าในส่วนของ PM 2.5 ที่มีขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่า จึงมีบางอย่างที่สามารถกรองฝุ่นตัวนี้ได้

หากคุณจินตนาการไม่ออกว่าขนาดของ PM 2.5 มีขนาดเท่าไร เราจะขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพคร่าวๆของฝุ่น PM 2.5 จากสิ่งใกล้ตัว อย่างเลือดที่เราเห็นๆกัน ขนาดของเม็ดเลือดแดง อยู่ที่ขนาดประมาณ 6 ไมครอน แต่ถ้ายังไม่ชัดเจนพอ ลองจับผมของคุณขึ้นมาพิจารณาดู โคนผมของคุณที่เล็กแสนเล็กที่เราเห็น มีขนาดความกว้างประมาณ 70 ไมครอน โคนผมมีขนาดที่ใหญ่ขนาดนี้ มองยังยากเลย คุณเห็นไหมล่ะว่า ฝุ่น PM 2.5 มีอนุภาคสามารถทะลุทะลวงมากแค่ไหน

และถึงแม้ว่า ฝุ่น PM จะมีขนาดที่เล็กมาก จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เมื่อเกิดการรวมตัวกันของฝุ่นจำนวนมาก จนคล้ายหมอกในตอนเช้าตามยอดดอย ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันจะต้องมีจำนวนมากแค่ไหนกัน เราถึงมองเห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ 

หน้าหนาวทีไร ทำไมต้องมา ไขข้อสงสัยได้ที่นี่

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า จริงๆแล้วฝุ่นเนี่ย มีอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตาม แต่การกระจุกตัวของฝุ่นอาจจะต่างจากช่วงอากาศเย็น

แล้วทำไมฝุ่นต้องมากระจุกตัวกันในช่วงที่อากาศเย็นลง ลองมาดูกลไกการทำงานของอากาศกัน

ประเทศไทย ของเราอยู่ในเขตฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พอทีนี้ในช่วงหน้าหนาวเนี่ย เราได้รับอิทธิพลกำลังลมความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือ ลงมาปกคลุมทุกส่วนในประเทศไทย เมื่ออากาศภายนอกเย็น พื้นดินที่คายความร้อนออกมาสู่ด้านนอกอย่างรวดเร็ว มาปะทะกับอากาศเหนือพื้นดินที่เย็นขึ้น ทำให้อากาศร้อนที่ถูกคายออกมา รวมถึงฝุ่นต่างๆ ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านมวลอากาศเย็นได้ เพราะไม่มีช่องว่างอากาศให้ผ่าน หรือเรียกง่ายๆว่าอากาศปิด ฝุ่นละอองต่างๆ แม้แต่ฝุ่นอนุภาคเล็กอย่าง PM 2.5 ก็ไม่สามารถผ่านได้ ทำให้ฝุ่นที่กำลังจะผ่านชั้นบรรยากาศไปนั้น ย้อนกลับลงมาสู่พื้นดิน นี่คือเหตุผลที่ทำไม เราจึงเห็นกลุ่มฝุ่นหนาแน่นคล้ายหมอกในช่วงหน้าหนาว หรืออากาศหนาวนั่นเอง

แล้วฝุ่นที่เห็นจะหายไปตอนไหน

เชื่อว่าหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียนเอง คงจะเคยตั้งข้อสงสัยกันว่า แล้วฝุ่นที่เราเห็นจะหายไปเมื่อไร และที่หายไปเป็นเพราะสถานการณ์ดีขึ้น หรือปัจจัยของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้เราจึงได้ไปค้นหาคำตอบ และเอามาเล่าต่อให้ทุกคนที่มีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องนี้แบบเรา ได้คลายข้อสงสัยที่อยู่ในใจกัน

หากลองสังเกต จะพบว่า ฝุ่นละอองหนาที่เราเห็นลอยอยู่เหนือพื้นดินในช่วงอากาศหนาว จะจางหายลงไป จนมองแทบจะไม่เห็นด้วยตาเปล่าในช่วงหน้าฝนและหน้าร้อน มีคำตอบอยู่ในใจกันแล้วใช่ไหม ว่าฝุ่นหายไปเพราะอะไร ใช่วิธีเดียวกับที่หลายๆที่ พยายามกำจัดฝุ่นโดยใช้ละอองน้ำใช่หรือเปล่า คำตอบในใจคือหยาดฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูฝนใช่หรือไม่

ถ้าถามว่าถูกไหม ก็คงตอบได้เลยว่า ไม่ผิด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่ทำให้จำนวนของฝุ่นละอองจางลง เพราะจะเห็นได้ว่า ในช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฝนตก จนดินแตก ก็ไม่ได้มีฝุ่นหนาอย่างที่เห็นในช่วงอากาศหนาว นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่ทำให้ฝุ่นหายไปจริงๆ นั่นคือ กระแสลม แต่หลายคนอาจจะเถียงในใจว่า ช่วงหน้าหนาวก็มีลมนี่ ทำไมฝุ่นไม่หายไป แต่ในความเป็นจริงคือลมในช่วงหน้าหนาวเป็นลมกำลังอ่อน บวกกับว่า เมื่อฝนตกในช่วงหน้าฝน เจ้าหยาดละอองน้ำฝนเหล่านี้จะจับกับฝุ่น ทำให้ฝุ่นหนักขึ้น และถูกพัดพาออกนอกพื้นที่ด้วยลมที่แรงกว่าปกติ ทว่าฝุ่นเหล่านั้นก็มีเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะกลับมาได้ เมื่อฝนหยุดตก เพราะในหน้าฝนก็ยังมีช่วงที่อากาศเย็นอยู่ด้วย

เราลองมาดูคาบเกี่ยวก่อนถึงช่วงฤดูร้อน คือช่วงเดือน มกราคม – มีนาคม ช่วงนี้ป็นช่วงที่พบฝุ่นได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่ลมค่อนข้างสงบ การลอยตัวของมลพิษทางอากาศจะลอยตัวขึ้นได้ไม่สูงมากเพราะไม่สามารถผ่านช่องว่างของอากาศได้ ยิ่งในประเทศไทย โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงศิวิไลซ์ มีแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ค่อนข้างเยอะ รวมถึงตึกรามอาคารห้อง ก็มีขนาดสูงกว่า 100 เมตร เป็นจำนวนมาก รองจากโตเกียว ฮ่องกง ทำให้ตึกเหล่านี้ขวางกั้นทิศทางลม และความเร็วลม PM 2.5 จึงไม่สามารถเจือจางความเข้มข้นได้ และวนกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

เห็นอนุภาคจิ๋วๆแบบนี้ แต่อนุภาพทำลายล้างสูงมาก

หลังจากที่เราไปทำความรู้จักฝุ่น PM 2.5 กันมาคร่าวๆแล้ว ทั้งมาจากไหน มาตอนไหน อยู่อย่างไร ขอบอกให้เตรียมใจนิดนึงก่อนว่า หลังจากนี้ อาจจะฟังดูสยดสยองนิดนึง แต่มันคือสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ดีกว่าเราไม่รู้ว่าฝุ่นที่เราสูดไป จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายที่แสนน่าทะนุทะถนอมของเราบ้าง

  • ด้วยความที่ PM 2.5 มีขนาดเล็กเพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือด ขนจมูกที่ทำหน้าที่กรองสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ และด้วยอนุภาคที่เล็กของฝุ่นนี้ จึงมีความสามารถในการเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้อย่างง่าย สบายๆ และกระจายตัวในร่างกายของเราได้ดี 
  • ฝุ่นมีลักษณะคล้ายสำลีก้อน ผิวขรุขระ จึงมีความสามารถในการพาเพื่อนๆ อย่าง แคดเนียม ปรอท โลหะ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารพิษตั้งต้นที่จะนำโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ มาถือกำเนิดในร่างกายของเราด้วย
  • อาการเริ่มต้น เมื่อร่างกายได้รับฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณมากเกินไป จนเกิดอาการแพ้ เช่น ผิวหนังจะเป็นตุ่ม เป็นผื่น กระจายทั่วผิวหนัง, ตาจะแดงจนเห็นเส้นเลือดในตา เปลือกตาบวมคล้ายอาการคนเป็นภูมิแพ้ น้ำตาไหลตลอดเวลา ใต้ตาช้ำและคล้ำขึ้น, ระบบทางเดินหายใจ อาการคันจมูก แน่นจมูก มีน้ำมูก จาม คล้ายคนเป็นภูมิแพ้ แต่อาการจะหนักกว่า ลามไปถึงการแน่นหน้าอก
  • ในระยะยาว ฝุ่น PM 2.5 ที่สะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมากและยาวนาน จะถูกสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมสภาพลง หลอดลมอักเสบส่งผลให้ คนเป็นภูมิแพ้จะอาการกำเริบง่ายขึ้น ลามไปจนถึงเป็นหอบหืด สมองมีพัฒนาการช้าลง สมาธิสั้นมากขึ้น หนักๆเข้าการสะสมในร่างกายในปริมาณที่มาก ยังก่อให้เกิด มะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด ปอดอักเสบ
ค่าดัชนีคุณภาพอากาศของ US EPA

ในปัจจุบันมีการตรวจวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยการตั้งเครื่องตรวจวัดในจุดเดียวกันจากหลายๆหน่วยงาน และแจ้งค่าฝุ่นให้ประชาชนผู้มีความเสี่ยงอย่างเราได้รับรู้ด้วยแอปพลิเคชันบนมือถือ แจ้งค่า AQI (Air Quality Index) ที่เป็นข้อมูลแสดงค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่ทำการคำนวณค่ามาเรียบร้อยแล้ว และสื่อสารออกมาให้ง่ายต่อการเข้าใจข้อมูล แต่เราจะดูค่า AQI อย่างไร ให้เข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับฝุ่นที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยค่า AQI บนตาราง เป็นมาตรฐานการวัดตามเกณฑ์ของ US EPA ที่มีการแสดงสีและค่าดัชนีคุณภาพอากาศบนแอปพลิเคชัน ซึ่งจากที่ได้ทำการศึกษามา แอปพลิเคชันแต่ละตัว มีการแสดงสีและตัวเลขที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยเบื้องต้นอย่าง

  • สีกำกับที่แสดงค่า AQI ในแอปพลิเคชัน แต่ละประเทศ มีการกำหนดค่าไว้แตกต่างกัน  ในแต่ละประเทศมีการกำหนดค่าการวัดคุณภาพอากาศ และมาตรฐานการแสดงผลที่แตกต่างกันไป เนื่องจากในแต่ละประเทศก็มีสภาพแวดล้อม อุณหภูมิที่แตกต่างกัน อย่างในประเทศไทย การวัดค่าดัชนีคุณภาพทางอากศ ก็มีการนำค่าอื่นๆ เช่น โอโซน, PM 2.5, PM 10, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์,ไนโตรเจนไดออกไซด์, และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาประกอบการคำนวณคุณภาพอากาศด้วย
  • ตัวเลขค่าฝุ่นก็ไม่เท่ากัน การคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศของไทย และ EPA มีสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน มาตรฐานการคำนวณที่แตกต่างกัน ทำให้ตัวเลขดัชนีคุณภาพอากาศจึงไม่เท่ากัน
  • การดึงข้อมูลจากสถานีวัดก็มีดัชนีที่ไม่เท่ากัน บางแอปพลิเคชัน จะมีการดึงข้อมูลมาจากจุดตรวจวัดเดียว เครื่องตรวจวัดเดียว ซึ่งอาจจะให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศไม่เท่ากับบางแอปพลิเคชัน ที่มีการดึงข้อมูลดังกล่าว มาจากหลายเครื่องมือในการวัดดัชนีอากาศ

อยากเซฟตัวเองจากฝุ่นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทำยังไงดี

  • หากไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆนอกบ้าน
  • ใครที่เป็นสายสปอร์ต รักในการออกกำลังกายกลางแจ้ง อยากขอแสดงความห่วงใยว่า หากหลีกเลี่ยงได้ให้หลีกเลี่ยงการออกไปรับฝุ่นเข้าสู่เส้นเลือดก่อน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ แนะนำว่า ให้ออกกำลังกายในสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ เพราะนอกจากหน้ากากกันฝุ่นแล้ว ต้นไม้ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยสามารถช่วยกรองฝุ่นได้
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายช่วงเช้า หรือในบริเวณที่มีฝุ่นสูง เช่น ริมถนน และห้ามใส่หน้ากาก N95 ตอนออกกำลังกายเด็ดขาด ช็อคได้เลยนะคุณ
  • ปิดประตู หน้าต่าง ป้องกันฝุ่น ถ้าปิดไม่ได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเป็นผ้าม่าน
  • กำลังจะออกจากบ้าน สวมหน้ากากแล้ว แต่ไม่ใช่หน้ากากกันฝุ่น N95 ก็ให้ผลลัพธ์ที่แทบจะไม่ต่างกับการไม่ใส่หน้ากาก ถ้าหากเราไม่มีหน้ากากกันฝุ่นจริงๆ ให้ใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาแล้วนำกระดาษทิชชู่มาซ้อนกัน 2 ชั้น หรือผ้าชุบน้ำปิดมูกแทนได้ชั่วคราว แต่วิธีนี้ก็ช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่งเท่านั้นนะ
  • ใส่ N95 แต่ใส่แบบหลวม ก็ไม่ช่วยอีกเช่นกัน แถมเปลืองอีกด้วย ถ้าจะให้ถูกต้อง ดึงสายรัดให้แน่น กดขอบลวดด้านบนให้พอดีกับดั้งจมูก เช็คอีกครั้งด้วยการหายใจ ถ้าไม่มีลมรั่วออกมา ถือว่าผ่าน และเปลี่ยนบ่อยๆ อย่าใช้ซ้ำเกินสามวัน เพื่อป้องกันการเสื่อมประสิทธิภาพของหน้ากาก
  • กินน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยขับฝุ่นในร่างกาย ถ้าสะดวกก็กลั้วคอด้วยน้ำเปล่า
  • กลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก หรือกลุ่มที่ไวต่อการรับสารมลพิษ ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ และหลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสกับฝุ่น
  • ใครที่เป็นภูมิแพ้ หรือมีความไวต่อมลพิษทางอากาศ​ อย่าลืมเตรียมยาไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ

หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อยู่ร่วมกันไปเลยแล้วกัน

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้และเตรียมรับมือเป็นอย่างดี ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เร่งดำเนินการแก้ไขมาตั้งแต่ราวปี 2561 จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าว่า PM 2.5 จะลดลงมากเท่าไร ยกเว้นเสียแต่ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในรอบปี ค่าฝุ่นถึงจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝุ่นจะหายไปนะ แค่ย้ายจากกลุ่มฝุ่น เป็นละอองฝุ่นบางเบาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น

วิธีการที่ดีที่สุด หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาจากต้นตอของมลพิษได้ ก็คือการหาวิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็น การเลือกซื้อหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น, การเลือกต้นไม้มาช่วยฟอกอากาศในบ้าน, เครื่องดูดฝุ่นช่วยกำจัดฝุ่นในบ้าน หรือเลือกเครื่องออกกำลังกายดีๆสักชิ้นเพื่อลดโอกาสสัมผัสกับฝุ่นให้น้อยที่สุด

สอบถามข้อมูลอื่นๆ หรือสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

กรุณาสแกนคิวอาร์โค้ด หรือเพิ่มเพื่อนด้วยไอดีไลน์ @kaideeofficial